
องค์การอนามัยโลกได้ให้คำจำกัดความของ "สุขภาพ" ว่า คือ สถานะการมีสุขภาพดีถ้วนทั้งทางกาย อารมณ์และสังคม ไม่เพียงแต่การปลอดโรคเท่านั้น
ประเด็นทางสังคมเป็นเรื่องสำคัญ เพราะว่าสังคมมีความแตกแยก ครอบครัวกระจัดกระจาย ความเป็นเพื่อนบ้านเสื่อมสลายไป ผู้คนมีความหงอยเหงาเปล่าเปลี่ยวกว่าแต่ก่อน 1 ใน 4 ของชาวอเมริกันอยู่อย่างโดดเดี่ยวซึ่งเป็นปัญหาสังคมที่ยิ่งใหญ่ เพราะงานวิจัยยืนยันแล้วว่า สุขภาพทางสังคมมีผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อสุขภาพของปัจเจกชน ทำให้มีภาวะแทรกซ้อนและอัตราตายสูงขึ้นอย่างในกรณีผู้หญิงที่สูญเสียความผูกพันทางสังคม เช่น ไร้เพื่อนหรือครอบครัวจะมีอัตราตายเพิ่มขึ้น 50-100% ในผู้ชายจะยิ่งแล้วใหญ่คือ อัตราตายเพิ่มขึ้น 150-300% แพทย์เราจึงควรเริ่มมองประเด็นอื่นๆ ของสุขภาพทั้งสุขภาพทางเพศและสังคม มีการยอมรับการเปลี่ยนแปลงและช่วยกันส่งเสริมให้ผู้ป่วยรับผิดชอบสุขภาพของตัวเองมากขึ้นทั้งทางกายและสังคม
ผู้ชายทุกๆ 6 ใน10 คน ที่เป็นเบาหวานจะมีปัญหา ED หรือปัญหาทางเพศ ท่านผู้อ่านที่เป็นผู้ชายจึงไม่ต้องกลัวว่าตนจะโดดเดี่ยวเป็นคนเดียวที่มีปัญหา พูดง่ายๆ คือผู้ชายเป็น ED กันมากจนเป็นเรื่องปกติธรรมดาเลยล่ะ อย่างหมอเวชปฏิบัติทั่วไปของออสเตรเลียจะตรวจรักษาคนไข้ราววันละ 30 คน แต่เราทราบแล้วว่าผู้ชายออสเตรเลียเป็น ED ราว 39%
ปัญหาทางเพศนี้แต่เดิมเรียกว่า impotent ซึ่งในภาษาอังกฤษหมายความว่า "อ่อนแอ" ปราศจากพลัง ซึ่งเป็นคำศัพท์ที่ทำร้ายจิตใจมาก ต่อมาจึงเปลี่ยนไปใช้คำว่า erectile dysfunction ซึ่งอธิบายสภาพได้เหมาะสมกว่า ปัจจุบันเริ่มรู้จักดีในรูปของคำย่อว่า ED ซึ่งสถาบันสุขภาพแห่งชาติ (NIH) ได้กำหนดข้อความ (concensus statement) ซึ่งเป็นที่ยอมรับทั่วโลกว่า คือการที่อวัยวะเพศชายไม่สามารถแข็งตัวหรือไม่สามารถคงสภาพการแข็งตัวจนเพียงพอให้เกิดความสุขจากการมีเพศสัมพันธ์ได้ ปัญหาการแข็งตัวนี้อาจมีความรุนแรงตั้งแต่น้อยจนถึงขั้นมาก
ED IDEA
เรื่องทางเพศนี้อาจนำขึ้นมาพูดจากันได้ 2 ทางคือ ท่านอาจหยิบยกขึ้นมาพูดเอง อย่างเช่นเดี๋ยวนี้ผู้ชายบางคนที่ออสเตรเลียไปหาหมอแล้วก็ขอให้เขียนใบสั่งยาไวอากร้าให้หน้าตาเฉย หรือไม่บางคนก็จะเริ่มอรัมภบทว่าตัวเองมีปัญหาทางเพศหรือมีปัญหาบนเตียงนอนแล้วบทสนทนาก็จะเริ่มจากตรงนั้นไป อย่างนี้คือแบบที่ท่านเริ่มเอง แต่บางคนอาจบอกอย่างอ้อมๆ หรือโดยส่งสัญญาณ เช่น บอกว่ามีอาการ ปวดหลัง ปวดหัวหน่าว นอนไม่หลับ เซ็ง เศร้าซึม รู้สึกอ่อนเพลีย หมดแรง เป็นต้น
งานที่วิจัยที่ออสเตรเลียพบว่ามี ผู้ชายที่เป็น ED เพียง 10% ที่จะหยิบยกประเด็นนี้มาปรึกษาแพทย์ เราจึงไม่สามารถรอให้อีก 90% พูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาเอง โดยคุณหมอต้องเป็นฝ่ายเริ่มการตรวจคัดเมื่อมีจังหวะที่เหมาะสมโดยให้หลักการ IDEA
I หรือ Identify คนที่มีความเสี่ยงต่อ ED
D หรือ discuss เรื่องของ ED แล้วนำไปสู่ขั้นตอนต่อไปคือ
E หรือ evaluate คือการประเมินและ
A หรือ advise คือการแนะนำคนไข้
I หรือ Identify คนที่มีความเสี่ยงต่อ ED
D หรือ discuss เรื่องของ ED แล้วนำไปสู่ขั้นตอนต่อไปคือ
E หรือ evaluate คือการประเมินและ
A หรือ advise คือการแนะนำคนไข้
ปัจจุบันนี้มีการเปิดฝึกอบรมคุณหมอเพื่อให้ความรู้และทักษะในการช่วยให้
1. ตรวจหาคนไข้ชายที่มีปัญหา ED
2. เข้าใจสรีรวิทยาและกายวิภาคของการแข็งตัวของอวัยวะเพศในยามปกติและกรณีที่เป็น ED
3. เกิดความมั่นใจในการพูดคุยกับคนไข้
4. ประเมินปัญหา ED ได้
5. ให้การบำบัด ED ได้
2. เข้าใจสรีรวิทยาและกายวิภาคของการแข็งตัวของอวัยวะเพศในยามปกติและกรณีที่เป็น ED
3. เกิดความมั่นใจในการพูดคุยกับคนไข้
4. ประเมินปัญหา ED ได้
5. ให้การบำบัด ED ได้
ED เป็นปัญหาทางเพศที่พบบ่อยทั้งชายและหญิง และเพิ่มขึ้นตามวัย อย่างในปี 1995 มีชายชาวเอเชีย 87 ล้านคนที่เป็น EDและเมื่อถึงปี 2025 จะเพิ่มอีก 130% ในประเทศไทยข้อมูลที่สำรวจในผู้ชายอายุ 40-70 ปีกว่า 1,000 คน พบ 37.5% ส่วนที่ออสเตรเลียมีถึง 39%
เมื่อลองถามหมอดูว่ามีข้อแก้ตัวอย่างไรบ้างในการไม่พูดถึง ED จะพบคำถามต่างๆ เช่น ไม่ได้ผ่านการฝึกอบรมมา รู้สึกอาย ยากไป ซับซ้อนเกินไป เสียเวลามากไป และที่บ่อยที่สุดคือ ไม่มีคนไข้ที่เป็น ED ในเวชปฏิบัติของตน ความจริงมีอยู่ว่า ED เกี่ยวข้องกับคนที่มีโรคประจำตัวต่างๆ เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ซึมเศร้า โรคหัวใจขาดเลือด โรคเส้นเลือดตีบจากคราบไขมันพอก รวมทั้งจากยาที่ใช้บำบัดโรคเหล่านั้น จึงเห็นได้ว่าพวกเราจะช่วยป้องกันและรักษา ED ได้ดีทีเดียวถ้าให้ความสนใจ
ยาลดแรงดันโลหิตที่ทำให้เกิด ED ได้มากคือ ยาขับปัสสาวะกลุ่ม thiazide และยาปิดกั้นเบตา แต่การตอบสนองก็ยังเป็นรายๆ ไป บางคนจึงเป็นมากในขณะที่บางคนไม่มีปัญหาเลย ED ในคนที่ใช้ยาลดแรงดันโลหิตหาใช่ฤทธิ์ข้างเคียงอันไม่ถึงประสงค์ไม่ แต่เกิดจากการลดแรงดันโลหิตแล้วเกิดการไหล (perfusion) ของเลือดไปยังอวัยวะเพศลดลงด้วย โดยเฉพาะในรายที่เป็นโรคหัวใจและเส้นเลือดอยู่แล้ว
ยากล่อมประสาทและยานอนหลับ มีผลต่อประสาทส่วนกลาง (central effect) ที่ลดการตอบสนองทางเพศ
การสูบบุหรี่มีผลร้ายต่อการแข็งตัวขององคชาติ (erectile function) 2 ทางคือ ทำให้เส้นเลือดตีบตัวลง (vasoconstriction) และในระยะยาวที่ทำให้เส้นเลือดแข็งตัวอย่างเส้นเลือด cavernosal artery ของอวัยวะเพศปกติมีขนาดเล็กมาก มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณเท่าปลายไม้จิ้มฟัน ถ้าคนๆ นั้นมีเส้นเลือดเลี้ยงหัวใจตีบจนมีอาการอยู่แล้ว ก็แน่นอนว่าจะมีปัญหาของเส้นเลือดดังกล่าวด้วย ถ้าเขาเลิกสูบบุหรี่ได้ในระยะยาว ED ก็จะดีขึ้น
แพทย์สวนใหญ่คุ้นเคยกับกายวิภาคขององคชาติ จึงทำความเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงที่นำไปสู่ ED ได้ไม่ยากนัก การแข็งตัวของอวัยวะต้องอาศัยการกระตุ้นทางจิตใจ ต้องการระบบประสาทและฮอร์โมนที่ยังทำงานตามปกติ ต้องการเส้นเลือดที่ยังใช้การได้และกลไก (venous trapping) เพื่อกักเลือดเอาไว้ ปัญหามักจะเกิดตอนที่ผู้ชายมีอายุมากขึ้นและกลไกกักเลือดหย่อนยานไปจนมีการรั่วไหลออก
ปัญหาการมีเพศสัมพันธ์จึงอาจเกิดได้ในทุกระยะ เช่น
- ผู้ชายไม่รู้สึกอยาก (psychogenic ED)
- ปัญหาจากระบบประสาท เช่น multiple sclerosis, peripheral neuropathy จากเบาหวานหรือพิษสุราเรื้อรัง
- ฮอร์โมนโปรแลคตินสูงหรือเทสโทสเตอโรนต่ำ
- ยาที่ใช้อยู่ก่อให้เกิด ED
- โรคของเส้นเลือด (arteriosclerosis) การสูบบุหรี่ล้วนมีผลต่อ inflow
- การรั่วไหลของเลือด
การแข็งตัวขององคชาติ มีได้ 3 แบบคือ
1. การแข็งตัวจากความคิด (psychogenic erection) เกิดจากภาพที่เห็นหรือจินตนาการ
2. spinal reflex ที่เกิดในคนที่มีการบาดเจ็บของประสาทไขสันหลังแล้วทำให้องคชาติแข็งตัว
3. การแข็งตัวยามราตรี (nocturnal erection) ซึ่งอาศัยเทสโทสเตอโรนเป็นแหล่งสำคัญ ที่ทำให้องคชาติแข็งตัวเป็นระยะๆ ราว 15-20 นาที ตอนกลางคืนขณะที่เจ้าตัวหลับไปแล้วโดยเกิดขึ้นคืนละ 4-5 ครั้ง ทั้งๆ ที่ไม่ได้ฝันเรื่องกามารมณ์ (erotic dream) อธิบายได้ว่าเป็นความพยายามของร่างกาย (nighttime erection cycle) ที่จะทำให้องคชาติมีออซิเจนมาเพิ่มเติมเพื่อยับยั้ง fibroblast action ไม่ให้ปล่อยเนื้อเยื่อพังผืด (fibrotic tissue)
2. spinal reflex ที่เกิดในคนที่มีการบาดเจ็บของประสาทไขสันหลังแล้วทำให้องคชาติแข็งตัว
3. การแข็งตัวยามราตรี (nocturnal erection) ซึ่งอาศัยเทสโทสเตอโรนเป็นแหล่งสำคัญ ที่ทำให้องคชาติแข็งตัวเป็นระยะๆ ราว 15-20 นาที ตอนกลางคืนขณะที่เจ้าตัวหลับไปแล้วโดยเกิดขึ้นคืนละ 4-5 ครั้ง ทั้งๆ ที่ไม่ได้ฝันเรื่องกามารมณ์ (erotic dream) อธิบายได้ว่าเป็นความพยายามของร่างกาย (nighttime erection cycle) ที่จะทำให้องคชาติมีออซิเจนมาเพิ่มเติมเพื่อยับยั้ง fibroblast action ไม่ให้ปล่อยเนื้อเยื่อพังผืด (fibrotic tissue)
ในเวลาปกติที่ไม่ได้รับการกระตุ้น องคชาติจะเป็นอวัยวะที่มีสภาพขาดออกซิเจน (anoxic, low oxygen tension) ธรรมชาติจึงมีวิธีทำให้องคชาติมีสุขภาพที่ดีดังกล่าว ซึ่งเป็นกลไกที่เกิดขึ้นในผู้หญิงเช่นเดียวกัน การที่อวัยวะเพศยังแข็งตัวตอนกลางคืนช่วยพิเคราะห์แยกโรคได้ว่า ED ที่เป็นอยู่น่าจะเป็นทางใจ (psychogenic) มากกว่าทางกาย (organic)
มาสเตอร์และจอห์นสัน (Master and Johnson) อธิบายกลไกปกติของความรู้สึกทางเพศว่าประกอบด้วย
- ระยะถูกปลุกเร้าทางเพศ (arousal)
- จุดสุดยอด (orgasm) และการหลั่ง (ejaculation)
- ระยะคลายตัว (resolution) และในผู้ชายจะมี
- refractory period เป็นระยะพัก
โดยทั้งคู่ไม่ทราบว่ามีปัญหาในแง่ของความต้องการหรือความปรารถนา (desire) ด้วย ซึ่งปรากฏว่าในเวชปฏอบัติกลับพบปัญหานี้บ่อยที่สุด
ความปรารถนา (Desire) เป็นกลไกกลาง (central mechanism) อยู่ที่ limbic system ของสมอง สมองส่วนนี้มีมาแต่ดึกดำบรรพ์ ตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นสัตว์เลื้อยคลานประกอบด้วยหน้าที่หลายอย่าง เช่น ความหิว ความกลัว ความสุขสำราญและความปรารถนาหรือความต้องการทางเพศ (desire)
Desire นี้ถ้าเปรียบกับสวิทซ์ไฟแล้วจะสามารถปรับขึ้นปรับลงได้ โดยมีปัจจัยเสริมคือ ความรู้สึกที่ดีทางกาย อารมณ์ สิ่งแวดล้อมและความสัมพันธ์กับคู่สมรส
ผู้หญิงมีความต้องการทางเพศ (sex drive) สูงได้เท่าเทียมผู้ชายแต่เป็นเพศที่ทำให้ความต้องการลดลงได้ง่ายกว่า
ความต้องการช่วยเสริมระยะการปลุกเร้าให้ดีขึ้น แต่ทั้งคู่เป็นกระบวนการที่แยกจากกัน เช่น ถ้ามีความรู้สึกอยาก (horny หรือ sexy) ก็จะง่ายต่อการปลุกเร้า arousal จะเกิดเมื่อจิตใจ (mind) ของเราปิดแยกจากโลกภายนอก แล้วมุ่งเป้า (focus) สู่สิ่งกระตุ้นทางเพศเฉพาะตัว (erotic) เรียกว่าเกือบเหมือนการสะกดจิตตัวเอง ดังนั้นจึงอธิบายได้ง่ายว่าทำไมคนที่มีความห่วงใยต่างๆ เช่น หนี้สินที่ยังไม่ได้จ่าย ค่าเล่าเรียนลูก ซึ่งไม่ปลุกเร้าเลย แต่ถ้าคนๆ นั้นสามารถตัดความห่วงใยภายนอกทั้งหลายได้แล้วมุ่งความสนใจไปในสิ่งที่ตนเคยชิน เช่น กลิ่น รส การสัมผัส ภาพที่เห็น เสียง ยกตัวอย่างเช่น ผู้ชายชอบการมองเห็นภาพหญิงเปลือย จนมีคำกล่าวว่า men fall in love with their eyes but woman fall in love with their ears. (visually stimulated vs what a man said is more important than how he look)
การเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาขณะที่มีการปลุกเร้าในผู้ชายคือ องคชาติเริ่มแข็งตัว ส่วนของผู้หญิงจะหลบซ่อนและสลับซับซ้อนกว่า อย่างคลิตอริสและบริเวณข้างเคียงที่เรียกว่า จุดจี (G-spot) จะพองขึ้นเพื่อคุ้มครองปากท่อปัสสาวะขณะมีเพศสัมพันธ์ ตัวชี้วัดการปลุกเร้าของฝ่ายหญิง (female arousal) ที่ดีที่สุดไม่ใช่การหล่อลื่นหากแต่เป็นเลือดคั่ง (congestion) ภายในช่องคลอด (vagina) ก็มีการเปลี่ยนแปลงด้วย โดยจะมีความยาวขยายออกไป 2 เท่า ส่วนนอก 1 ใน 3 (outer 1/3) จะกระชับขึ้น เนื่องจากเนื้อเยื่อคล้ายฟองน้ำ ส่วน 2 ใน 3 (inner 2/3) จะพองขยายออก ตัวมดลูก รังไข่ ท่อนำไข่ นกสูงขึ้นพ้นเชิงกราน
การหล่อลื่นของช่องคลอดมิได้เกิดจากต่อมบาร์โธลิน ซึ่งผลิตสารคล้ายเจจลี่ในปริมาณเพียงเล็กน้อย ดังนั้นความหล่อลื่นจึงได้จากสารเหลว (transudate) จากผนังช่องคลอดเป็นหลัก โดยสารเหลวเหล่านี้ซึมรั่วออกมาจากผนังเส้นเลือดฝอยตามผนังช่องคลอดที่บวมขึ้น คล้ายๆ กับเวลาเราอาบน้ำจากฝักบัวแล้วกระจกในห้องน้ำเป็นฝ้าขึ้นส่วนปากช่องคลอด (vulva หรือ introitus) เสียอีกที่แห้ง จึงเน้นเรื่องนี้ให้คู่สมรสทำให้ส่วนนี้มีความหล่อลื่นขึ้นด้วย จากการกระตุ้นจนตื่นตัวเต็มที่ และมีเคล็ดอยู่ว่าปากช่องคลอดจะหล่อลื่นดีขึ้นขณะที่ฝ่ายหญิงอยู่ในท่ายืนเนื่องจากแรงโน้มถ่วง ส่วนในท่านอนนั้นสารหล่อลื่นในช่องคลอดจะมีมากทางด้านหลังของผนัง รายละเอียดเล็กๆ เหล่านี้จึงมีความสำคัญในกรณีที่ฝ่ายชายอาจวิตกว่าฝ่ายหญิงอาจจะแห้งจึงไม่รู้สึกตื่นตัว (turn on) ซึ่งไม่จริง
Orgasm คือจุดสูงสุดของความสุขทางเพศ ทำให้มีการบีบตัวของกล้ามเนื้อในช่องเชิงกรานทั้งหมด รวมทั้งกล้ามเนื้อรอบท่อปัสสาวะของฝ่ายชาย ตามมาด้วยระยะคลายตัวเมื่อทุกอย่างกลับสู่สภาพปกติ โดยในผู้ชายจะตามมาด้วยระยะพัก
สุขภาพทางเพศอาจเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละช่วงอายุ หลายคนคิดว่าเมื่ออายุของตนผ่านเลย 50 ไปแล้ว เรื่องทางเพศคลายความสำคัญลง จริงๆ แล้วสำหรับคนส่วนมาก กามารมณ์ยังคงเป็นส่วนสำคัญในชีวิตส่วนตัวและความสัมพันธ์ทางเพศ ตัวอย่างกรณีหนึ่งคือ นรีแพทย์บอกกับผู้หญิงสูงอายุที่มีวัยกว่า 80 รายหนึ่งก่อนการตัดมดลูกของเธอว่า น่าจะตัดช่องคลอดออกด้วยเพื่อความสะดวก ก็ได้คำตอบว่าสามีของเธอคงไม่พอใจแน่ งานวิจัยได้ยืนยันแล้วว่าคู่สมรสในวัย 70 ขึ้นไปนั้น ร้อยละ 60 ยังมีกิจกรรมทางเพศอยู่ จึงไม่ควรด่วนสรุปจากอายุเท่านั้น
หลายคนคิดว่า ED คือสิ่งที่มากับอายุ แต่ความจริงคือ ED เป็นพยาธิสภาพ ซึ่งมากับโรคหรือยา การเปลี่ยนแปลงตามอวัยวะอาจมีจริง เช่น ผู้ชายอาจใช้เวลานานขึ้นกว่าอวัยวะเพศจะแข็งตัว หลายคนต้องการกระตุ้นโดยตรงที่อวัยวะเพื่อจะให้แข็งตัวได้ โดยเฉพาะเมื่อผ่านวัย 50 ปีขึ้นไปแล้ว ทั้งนี้เพื่อเสริมเข้ากับการกระตุ้นทางจิตใจ (psychogenic stimulation) ไวอากร้าเข้ามาสวมบทบาทอย่างเหมาะสมในการช่วยเสริมการปลุกเร้าตามธรรมชาติที่ทำอยู่ ยาจะให้ผลดีขึ้นมากถ้าเติมการกระตุ้นลำอวัยวะเพศเข้าด้วยคือ ถ้าคู่ขาไม่ช่วย เจ้าตัวก็อาจต้องทำเอง ไม่ว่าจะใช้ยาไวอากร้าหรือไม่ก็ตาม
จุดสุดยอดและการหลั่งก็จะมีระดับลดลงด้วยเช่นกัน เมื่อวัยสูงขึ้นระยะฟักตัวก็จะนานขึ้นต่างจากหนุ่มวัย 18 ที่มีช่วงพักสั้น จนมาดอนนากล่าวว่าเธอพอใจที่จะมีเพศสัมพันธ์กับชายหนุ่ม เพราะแม้ว่าพวกนี้จะทำไม่ค่อยจะถูกต้องแต่ก็ทำได้ทั้งคืน ข้อสังเกตทางคลินิกคือ ไวอากร้าดูเหมือนจะช่วยลดระยะฟักตัวในชายสูงอายุ อีกทั้งชะลอการหลั่งได้ด้วย ขณะนี้จึงมีการศึกษายาในแง่นี้
หญิงสูงอายุก็มีการเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกัน อีกทั้งผนังช่องคลอดแห้งลงจากการที่ฮอร์โมนเพศลดลง ผู้หญิงออสเตรเลียที่ไม่ยอมรับประทานฮอร์โมนเพศเสริม (HRT) อาจแก้ได้โดยทาครีมเอสโตรเจนหรือแบบสอด
อาการเจ็บปวดขณะร่วมเพศของฝ่ายหญิง (dyspareunia) อาจเป็นผลทางจิตใจ (psychogenie) จากการปลุกเร้าไม่ดีพอหรือโรคทางการ
งานวิจัยที่สหรัฐอเมริกาสรุปว่า ED เป็นปัญหาทารุณจิตใจผู้ชายมากที่สุด เมื่อเทียบกับปัญหาการหลั่งเร็วเกินไปหรือปัญหาการไม่มีความอยาก
ที่ออสเตรเลียเวลาให้การรักษา ED นั้น จะสนับสนุนให้ผู้ป่วยพาคู่สมรสของเขามาด้วยจะได้ให้ความรู้ไปพร้อมๆ กัน เพื่อเวชปฏิบัติที่ดีที่สุด แม้ว่าในทางปฏิบัติอาจจะลำบาก เพราะเจ้าตัวไม่อยากให้คู่ของเขาทราบเรื่องที่ตนเผชิญอยู่
การซักถามประวัติความเป็นมาสามารบอกได้มากว่าปัญหา ED เกิดจากจิตใจหรือทางร่างกาย คือถ้าเกิดอย่างรวดเร็วก็มักจะเป็นจากจิตใจ แต่ถ้าเกิดขึ้นช้าๆ แล้วเลวลงก็มักจะเป็นโรคทางกาย หลายต่อหลายอย่างยิ่งพยายามก็ยิ่งดี ยิ่งทำก็ยิ่งสำเร็จผล แต่เรื่องเพศกลับตรงกันข้ามคือยิ่งพยายามให้แข็งตัวก็ยิ่งอ่อน
การประเมินความรุนแรงของโรคสามารถใช้แฟ้ม IIEF ให้ผู้ป่วยประเมินตามตารางหรือหมออาจตามเอาเองก็ได้
การแข็งตัวขององคชาติตอนเช้ามืด ไม่ได้เป็นผลจากการกลั้นปัสสาวะที่เต็มอยู่ในกระเพาะปัสสาวะ หากแต่เป็นช่วงปลายของการแข็งตัวยามราตรี (nocturnal erection) ตามระยะการนอนหลับ (REM)
เมื่อซักประวัติ ตรวจร่างกาย และทราบพยาธิสภาพแล้ว ก็จะถึงตอนแนะนำผู้ป่วย เช่น เชิญคู่สมรสมาร่วมในการรักษาหากทำได้ หรือถ้ามีเวลามากพอก็คุยถึงเรื่องแนวทางการรักษาต่างๆ หรือซักประวัติละเอียดเพิ่มเติมถ้าคิดว่ามีปัญหาที่ลึกซึ้งและสลับซับซ้อน
การประเมินความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด
งานวิจัยจากญี่ปุ่น พบว่ามีเพศสัมพันธ์กับหญิงอื่นที่ไม่ใช่ภรรยาเพิ่มความเสี่ยงต่อ MI 3 เท่า และการร่วมเพศกับหญิงเสิร์ฟอันตรายกว่าหญิงโสเภณี
โดยทั่วไปแล้ว ถ้าคนๆ หนึ่งสามารถเดินเป็นระยะทาง 1 กิโลเมตรบนพื้นราบภายใน 15 นาที หรือขึ้นบันได 20 ขั้น โดยไม่มีอาการแน่นหรือเจ็บหน้าอกหรือหายใจไม่ทันก็บอกได้ว่า เขาแข็งแรงพอที่จะมีเพศสัมพันธ์
การรักษา ED
ปัจจุบันมีทางเลือกมากขึ้น ซึ่งองค์การอนามัยโลกได้แนะนำแนวทางการรักษาไว้เป็น 3 ขั้นตอน และการประชุมหาข้อแนะนำการรักษา ED ระดับนานาชาติ ที่กรุงปารีสเมื่อปี 1999 นั้น ได้ยินยันคำแนะนำของ WHO ว่าสำหรับคนไข้รายที่เหมาะสมแล้วควรเลือกยาชนิดรับประทานเป็นตัวเลือกแรก เมื่อได้ผลไม่เป็นที่น่าพอใจแล้ว จึงพิจารณาทางเลือกที่สองที่สามต่อไป
การออกฤทธิ์ของ sildenafil
sildenafil ออกฤทธิ์โดยเสริมการทำงานของ cyclic GMP ซึ่งปกติแล้ว cyclic จะถูกแยกสลายโดยเอนไซม์ phosphodiesterase type 5 (PDE 5) ส่วน sildenafil จะยับยั้ง PDE 5 และต้องอาศัยการกระตุ้นทางเพศช่วยด้วย หาใช่อาศัยยาเฉยๆ ไม่และเนื่องจากยานี้ไม่มี central effect จึงไม่จัดเป็นยาปลุกกำหนัด (aprodisiac) อย่างที่เข้าใจกันผิดๆ ดังนั้นในชายอายุ 50 ขึ้นไป ต้องมีการกระตุ้นองคชาติด้วยจึงจะทำให้ sildenafil ได้ผลดี
ข้อห้ามที่สำคัญของยานี้คือ ผู้ใช้ต้องไม่ได้กำลังใช้ยากลุ่มไนเกรตอยู่ รวมทั้งยานัตถุ์ที่มีสารไนเกรตอยู่ด้วย ในกรณีที่ใช้ยาแล้วมีอาการเจ็บหน้าอกภายใน 24 ชั่วโมง ก็ควรจะแจ้งคุณหมอเพื่อว่าคุณหมอจะได้ไม่สั่งยาไนเกรตบรรเทาอาการเจ็บหน้าอกนั้น แม้ว่าครึ่งชีวิตของ sildenafil จะสั้นกว่านั้นมากก็ไม่ควรเสี่ยง
สิ่งที่ควรทราบไว้ด้วยก็คือ อาจต้องแนะนำผู้ใช้ว่าครั้งแรกที่ใช้ยาอาจไม่ได้ผลคือ มีสิ่งที่เรียกว่า learning curve ก็ขอให้ทำซ้ำจนได้การตอบสนองที่น่าพอใจ
อุปกรณ์สุญญากาศ ข้อสำคัญคือ สายรัดจะต้องไม่คาไว้เกิน 30 นาที และขณะนั้นองคชาติจะมีอุณหภูมิเย็นลงเล็กน้อยและมีสีคล้ำกว่าปกติ
การฉีดยาเข้าลำองคชาติ (Intraca vernosal Injection Therapy) เมื่อทางเลือกแรกประสบความล้มเหลวก็อาจพินจารณาฉีด alprostadil ซึ่งมักจะได้ผลถ้าฉีดได้ถูกต้อง อาการข้างเคียงอาจมีได้เช่น อาการแสบร้อนหรือปวด ผู้ใช้บางคนจะมีองคชาติแข็งตัวก่อนแล้วจึงมีอารมณ์ใคร่ (arousal) ตามมา ซึ่งจะตรงกันข้ามกับยาซิลเดนาฟิล
การฝังแกนองคชาติเทียม มีที่ใช้น้อยลงมาก นอกจากความผิดปกติของลำองคชาติที่อาจโค้งงอผิดรูปร่างจากโรค Peyronie ซึ่งในกรณีที่ใช้วิธีผ่าตัดสอดแกนแล้ว ต้องอาศัยการฉีดยาเข้าลำองคชาติ (interpenile injection therapy) ช่วยเพราะซิลเดนาฟิลจะไม่ได้ผล
การให้ความรู้แก่คนไข้ ไม่ว่าจะเลือกวิธีรักษาใด สิ่งสำคัญคือควรให้ความรู้ความเข้าใจแก่คนไข้ โดยใช้สื่อการสอนต่างๆ ช่วยหรือแนะนำกิจกรรมกลุ่มบำบัดร่วมด้วย
0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น