แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ช้ำรั่ว แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ช้ำรั่ว แสดงบทความทั้งหมด
อาการปัสสาวะราด ใน ผู้สูงอายุ
ผู้สูงอายุ มีลักษณะทางคลินิก ที่แตกต่างจากผู้ที่มีอายุน้อยกว่า นับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลง ทางสรีรวิทยาเนื่องความชรา อาการและอาการแสดงที่ไม่จำเพาะเจาะจง การมีพยาธิสภาพหลายระบบในเวลาเดียวกัน การบริหารยาหลายชนิด สภาวะสุขภาพที่แตกต่างกันแม้จะมีอายุใกล้เคียงกัน ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ที่มีผลต่อสุขภาพได้ อาการปัสสาวะราด เป็นหนึ่งในอาการและอาการแสดง ที่ไม่จำเพาะเจาะจง ทั้งนี้เพราะอาจเกิดจากพยาธิสภาพได้หลายสาเหตุ ซึ่งอาจแก้ไขได้ ไม่จำเป็นต้องเกิดจากการเปลี่ยนแปลง ทางสรีรวิทยาเนื่องความชราเพียงอย่างเดียว การที่ผู้สูงอายุเอง ญาติผู้ดูแล หรือแม้แต่แพทย์ที่พบกับปัญหานี้ มีทัศนคติต่ออาการปัสสาวะราดว่าแก้ไขไม่ได้ เป็นปรากฎการณ์ทางธรรมชาติของผู้สูงอายุ ที่ผู้ประสบปัญหานี้จะต้องทนอยู่กับอาการดังกล่าวในชั่วชีวิตที่เหลือ จึงเป็นสิ่งที่น่าเสียดายในโอกาส ที่จะทำให้คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุนั้นดีขึ้นได้
แม้ว่าความชุกของอาการปัสสาวะราดในผู้สูงอายุในชุมชน จะประมาณร้อยละ 12-15 แต่ความชุกที่แท้จริงน่าจะมากกว่านี้ ทั้งนี้เพราะอาการปัสสาวะราดเป็น สิ่งที่น่าละอายที่ผู้สูงอายุมักไม่ค่อยอยากเปิดเผย โดยเฉพาะการศึกษาในชุมชนที่ใช้แบบสัมภาษณ์ และถ้าแบบสัมภาษณ์นั้นสำรวจเรื่องอื่นๆ ด้วย ผู้สูงอายุอาจเห็นว่าเป็นเรื่องส่วนตัว และคงช่วยอะไรไม่ได้จึงไม่มีความสำคัญที่จะต้องตอบ ปรากฏการณ์นี้ยังพบได้บ่อยในเวชปฏิบัติทั่วไป ที่ผู้สูงอายุมักไม่รายงานอาการนี้ให้แพทย์ทราบ นอกจากแพทย์จะถามนำเสียเอง
ดังนั้น เมื่อไรที่ผู้สูงอายุรายงานให้แพทย์ทราบ มักจะมีอาการมานานจนทนไม่ได้แล้ว นอกจากนั้นเป็นที่ทราบกันดีว่า ผู้สูงอายุที่มีอาการสมองเสื่อม มักมีความชุกของอาการปัสสาวะราดมากกว่าผู้สูงอายุปรกติ การสัมภาษณ์เพื่อให้ได้ข้อมูลจากผู้สูงอายุที่มีสมองเสื่อม จึงคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงได้ง่าย โดยทั่วไปความชุกของอาการปัสสาวะราด จะพบมากขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น ผู้สูงอายุหญิงประสบปัญหานี้มากกว่าชายถึงสองเท่า ความชุกนี้ยังเพิ่มขึ้นเมื่อผู้สูงอายุ อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกัน โดยพบเพิ่มเป็นร้อยละ 50 ในบ้านพักคนชรา ร้อยละ 70 ในหอผู้ป่วยผู้สูงอายุ และร้อยละ 80 ในหอผู้ป่วยผู้สูงอายุที่มีปัญหาสุขภาพจิต
ความสำคัญของแนวโน้มนี้ บอกให้ทราบถึงปัจจัยเนื่องจากสุขภาพทั่วไป ทั้งด้านกายและจิตที่มีผลต่อความสามารถ ในการดำเนินกิจวัตรประจำวัน อันจะนำไปสู่อาการปัสสาวะราดในที่สุด
ผลกระทบทางเวชกรรมของอาการปัสสาวะราดที่สำคัญในผู้สูงอายุได้แก่
  • ด้านกายภาพ
  • ผิวหนังเปื่อยและแตกเป็นแผลกดทับได้ง่าย
  • การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะซ้ำบ่อยๆ
  • หกล้ม โดยเฉพาะปัสสาวะราดเวลากลางคืน
  • การสูญเสียความสามารถในการดำเนินกิจวัตรประจำวัน
  • ด้านจิตใจ
  • ภาวะซึมเศร้า
  • การแยกตัวจากสังคม
  • ด้านสังคม
  • เป็นภาระต่อผู้ดูแลและครอบครัว
  • ไม่สามารถดำเนินชีวิตโดยลำพัง และถ้าขาดผู้ดูแล จำเป็นต้องอาศัยการดูแลในโรงพยาบาล หรือบ้านพักคนชรา
  • ด้านเศรษฐกิจ
  • ค่าจ้างผู้ดูแลหรือญาติ ไม่สามารถประกอบอาชีพ เพราะต้องคอยทำความสะอาดตลอดทั้งวัน
  • ค่าอุปกรณ์ทางการแพทย์เช่น สายสวนปัสสาวะ แผ่นรองกันเปื้อน
  • ค่ารักษาต่างๆ กรณีที่เกิดภาวะแทรกซ้อน
แม้ว่าสาเหตุของอาการปัสสาวะราด จะมีมากมายและแตกต่างกันระหว่างหญิงและชาย แต่มีผู้ป่วยจำนวนไม่น้อย ที่สามารถรักษาให้หายได้ ทั้งโดยพฤติกรรมบำบัด การใช้ยา ตลอดจนการผ่าตัด
อย่างไรก็ตาม การรักษาจะไม่ประสบผลสำเร็จได้ ถ้าปราศจากการประเมินผู้ป่วยโดยละเอียด อันได้แก่ การประเมินสุขภาพกาย สุขภาพจิต ความสามารถในการดำเนินกิจวัตรประจำวัน และสถานภาพทางสังคมและครอบครัว โดยทั่วไปผู้ป่วยที่มีการพยากรณ์โรคดี มักเป็นผู้ที่ยังมีความสามารถทางสติปัญญาดี และการเคลื่อนไหวช่วยเหลือตนเองได้ในระดับหนึ่ง ส่วนผู้ที่ไม่สามารถแก้ไขสาเหตุได้ทั้งหมด การรักษาพยาบาล เพื่อให้ผู้ป่วยมีความสะดวกสบายในชีวิตดีกว่าเดิม ก็สามารถเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุได้

สาวใดแอบปัสสาวะเล็ดราด สัญญาณอาการ “โรคชำรั่ว” มาเยือน
เมื่อเอ่ยถึงเรื่องปัสสาวะเล็ด ปัสสาวะราด อาจดูเป็นเรื่องธรรมดาม้ากมาก ก็แหมเรื่องแบบนี้เคยเกิดขึ้นกับทุกคนตอนยังเป็นเด็ก ใครไม่ฉี่ราด เรียกว่าเชยซะด้วยซ้ำ จริงมะ!

แต่ถ้าโตเป็นสาวใสวัยทำงานกันแล้ว ยังอั้นฉี่ไม่ค่อยได้ หัวเราะหรือไอกระแอม ขึ้นมาเมื่อใด ฉี่เล็ดไหลออกมาทุกครั้ง นี่สิเรื่องใหญ่ เพราะมันแสนน่าอายเป็นที่สุด และที่สำคัญอาการเช่นนี้ มันคือสิ่งที่บ่งบอกว่า “โรคชำรั่ว” มาเยือนคุณเข้าแล้ว!
“อาการชำรั่ว (Urinary Incontinence) เป็นอาการที่มีปัสสาวะเล็ดราดออกมาโดยไม่ตั้งใจและไม่สามารถควบคุมได้ ซึ่งอาการกลั้นปัสสาวะไม่ได้นี้ อาจพบว่าเป็นอาการร่วมได้ในผู้ป่วยที่มีการอักเสบติดเชื้อของกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกเพศทุกวัย” แพทย์หญิงอุมาพร นวลไธสง ศัลยแพทย์ระบบปัสสาวะและผู้เชี่ยวชาญด้านระบบปัสสาวะ โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท บอกกล่าวถึงความหมายเจ้าโรคชื่อไม่คุ้นหูนี้
คุณหมอให้รายละเอียดว่า โรคนี้มักพบในกลุ่มสาววัยทำงาน จนถึงอายุใกล้วัยทอง ส่วนหนุ่มๆ มักพบในชายสูงวัยที่เป็นโรคต่อมลูกหมากร่วมด้วย
  • “สำหรับผู้หญิงจะพบในกลุ่มผู้หญิงทำงาน ไปจนถึงผู้หญิงในกลุ่มอายุเริ่มจะเข้าวัยทอง ซึ่งสาเหตุ มักเกิดจากความผิดปกติของระบบประสาท กล้ามเนื้อ ของกระเพาะปัสสาวะ ท่อปัสสาวะ และความอ่อนแอของอุ้งเชิงกราน ส่วนในผู้ชายมักเกิดจากโรคต่อมลูกหมากโต ซึ่งพบได้บ่อยในชายสูงอายุ”

คนอ้วน และสาวกชากาแฟ ต้องระวังชำรั่ว!
  • “สำหรับโรคนี้ ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับไลฟ์สไตล์ (life style) การใช้ชีวิตประจำวันค่ะ มีเพียงแต่การดื่มชา กาแฟ จะเป็นปัจจัยกระตุ้นทำให้มีแนวโน้มเสี่ยงเป็นโรคชำรั่วได้เป็นมากขึ้น นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ป่วยที่อ้วนจะมีโอกาสเกิดอาการชำรั่วได้มากขึ้น” คุณหมอคนสวยเตือน

ลักษณะอาการที่เด่นชัดของโรคชำรั่ว ศัลยแพทย์สาวให้ข้อมูลว่าแบ่งได้เป็น 4 ประเภทค่ะ
“ผู้ที่ป่วยเป็นโรคชำรั่ว จะมีอาการหลากหลายประเภท โดยสามารถแบ่งได้เป็น 4 ประเภท กลุ่มแรกคือUrgency Incontinence เป็นชนิดที่มีอาการปวดปัสสาวะรุนแรง จนไม่สามารถ รอไปเข้าห้องน้ำได้ทัน จึงมีปัสสาวะเล็ดราดออกมาเลย ซึ่งแบบนี้พบบ่อยในกลุ่มผู้หญิงทำงาน และต้องรักษาโดยการกินยา

กลุ่มที่สอง Stress Incontinence แบบนี้เป็นชนิดที่มีปัสสาวะเล็ดราดออกมาก เมื่อมีการเพิ่มความดันในช่องท้อง เช่น ไอ จาม อาการลักษณะนี้มักพบในผู้หญิงที่เริ่มมีอายุ น้ำหนักมาก เคยมีประวัติคลอดบุตรยาก เคยมีการผ่าตัดบริเวณรอบท่อปัสสาวะ หรือเคยรับการฉายรังสีรักษาบริเวณนั้นมาก่อน ประเภทนี้ใช้การรักษาหลักด้วยวิธีการผ่าตัด

กลุ่มสาม คือ Mixed Incontinence มีอาการทั้งสองอย่างข้างต้นร่วมกัน และ กลุ่มที่สี่ กลุ่มสุดท้าย คือ ชนิดที่มีปัสสาวะเล็ดราดร่วมกับมีปัสสาวะค้างในกระเพาะปัสสาวะในปริมาณมาก แล้วไหลล้นออกมาเรื่อยๆ พบในผู้ป่วยชายที่มีต่อมลูกหมากโตอาการรุนแรง และในผู้ป่วยที่มีกระเพาะปัสสาวะพิการบางประเภท”

แนวทางการรักษานั้น คุณหมออธิบายโดยรวมว่า ขึ้นอยู่กับอาการค่ะ หากเป็นน้อยก็อาจจะแค่ทานยา แต่หากเป็นมากก็จะทำการผ่าตัดบริเวณท่อปัสสาวะเป็นหลัก ซึ่งการผ่าตัดท่อปัสสาวะสมัยนี้ ก็ไม่ต้องหลอนกลัวเจ็บกันแล้ว เพราะแผลผ่าตัดเล็กจิ๋ว!
  • “การผ่าตัดยุคใหม่ คือ การคล้องท่อปัสสาวะจะมีแผลผ่าตัดเล็กประมาณ 1ซม. ซึ่งแพทย์จะทำการใช้อุปกรณ์ที่ได้ออกแบบมา สอดคล้องท่อปัสสะวะเพื่อปรับความตึงให้พอดี พักพื้น 1 - 2 วันก็กลับบ้านได้ แต่หากคนไข้มีภาวะหย่อนตึงมาก นอกจากการรักษาผ่าตัดด้วยการคล้องท่อปัสสาวะ ก็จะรักษาด้วยการผ่าตัดซ่อมแซมอุ้งเชิงกราน หรือที่คนทั่วไปเรียกว่า รีแพร์ (Repair) แต่หากตรวจพบว่า คนไข้เป็นนิ่ว หรือเนื้องอกในกระเพาะปัสสาวะ ก็จะรักษาตามสาเหตุนั้นๆ ต่อไป”
แพทย์สาวแห่งโรงพยาบาลสมิติเวช บอกว่าแม้โรคนี้ไม่ร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต แต่ก็สร้างปัญหาต่อการดำเนินชีวิตได้มากโข ดังนั้นถ้ามีอาการ....มาพบแพทย์เถอะค่ะ
  • “สำหรับอันตรายของโรคนี้ขึ้นอยู่กับ สาเหตุของการเกิดอาการชำรั่ว ในบางรายอาการเหล่านี้เกิดจากกระเพาะปัสสาวะบีบตัวผิดปกติโดยไม่พบสาเหตุชัดเจน หรือเกิดไอจามเล็ดราดหลังการคลอดบุตร ก็จะทำให้เกิดปัญหากับการดำเนินชีวิต สุขอนามัยส่วนบุคคล แต่ในบางรายอาการชำรั่วที่พบ อาจเกิดจากมีนิ่ว หรือเนื้องอกในทางเดินปัสสาวะ ก็เป็นได้ ดังนั้นหากพบอาการปัสสาวะเล็ด จึงจำเป็นต้องพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องระบบท่อปัสสาวะโดยตรง เพื่อจะได้ทราบสาเหตุที่แท้จริง”

คุณหมอฝากบอก “ว่าที่คุณแม่” เผื่อใจระวังอาการชำรั่ว
  • "สำหรับคุณแม่หลังคลอดลูก ก็อาจเกิดอาการชำรั่วตามมา แต่ก็ไม่ใช่ทุกราย ซึ่งอาการชำรั่วนี้มักจะเกิดกับผู้ที่มีการคลอดนาน คลอดยาก ซึ่งอาจเกิดการบาดเจ็บโดยตรงบริเวณท่อปัสสาวะขณะคลอด หรือจากการหย่อนยานของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน ทำให้มีอวัยวะในอุ้งเชิงกรานโผล่ย้อยออกมาภายนอกผ่านช่องคลอด เช่น ลำไส้ตรงทวารหนัก และกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งกรณีนี้อาจก่อให้เกิดอาการผิดปกติในการปัสสาวะได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ในขณะตั้งครรภ์ ก่อนคลอดก็อาจพบคุณแม่มีอาการชำรั่วได้ ซึ่งเกิดจากความดันในช่องท้องที่มากขึ้นซึ่งส่วนใหญ่จะหายไปเองหลังคลอด "

ก่อนปิดท้ายการสนทนา คุณหมอใจดี ไม่ลืมที่จะเอื้อนเอ่ยถึงวิธีป้องกัน โรคนี้มาด้วยความห่วงใย

“อาการชำรั่ว ไม่มีการป้องกันโดยตรง จะเป็นการลดความเสี่ยงที่จะเกิดเสียมากกว่า โดยการควบคุมน้ำหนัก การเตรียมการคลอดที่ดี และหากอาการชำรั่วที่เกิดขึ้นยังมีอาการไม่มากนัก การหัดฝึกขมิบอย่างถูกวิธีและสม่ำเสมอก็จะช่วยทำให้อาการดีขึ้นได้โดยไม่ต้องผ่าตัด”

วิธีแก้ปัญหา การปัสสาวะรดที่นอน
การปัสสาวะรดที่นอนเป็นเรื่องปกติธรรมดาสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี และไม่มีวิธีการแก้ปัญหาที่ตายตัว
เรื่องหนึ่งที่พ่อแม่อาจทำได้คือ การงดเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่นพวกน้ำอัดลม เพราะสารคาเฟอีนทำให้ปัสสาวะบ่อยขึ้น อีกเรื่องหนึ่งที่ทำได้คือ การหัดให้ลูกปัสสาวะก่อนเข้านอนเสมอ ทำให้เป็นนิสัย เด็กจะได้พัฒนานิสัยการปัสสาวะเป็นเวลา
ต้องดื่มน้ำมากขึ้นเพื่อช่วยแก้ปัญหาการปัสสาวะรดที่นอน ไม่ใช่ดื่มน้อยลง
เด็กๆ มักจะดื่มน้ำไม่พอในตอนกลางวัน เพราะห่วงเล่นมากเกินไป จนลืมดื่มน้ำ ทำให้บางครั้ง ก็ดื่มน้ำมากราวกับอูฐ แต่การดื่มน้ำที่มี คาเฟอีนและน้ำตาลผสมอยู่ด้วยนั้น กลับไม่ได้เพิ่มระดับน้ำที่ร่างกายต้องการได้เลย เพราะว่าคาเฟอีนนั้นนำไปสู่การปัสสาวะที่มากขั้น เป็นผลให้ร่างกายสูญเสียน้ำและกลับจะต้องการน้ำมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นวัฏจักรไป ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในตอนเย็นเมื่อเด็กกลับมาจากโรงเรียน เด็กจะหิวน้ำมากกว่าปกติ และจะดื่มน้ำในปริมาณที่เยอะมาก ซึ่งจะไปขับถ่ายออกในตอนที่นอนหลับ
เพราะฉะนั้นเด็กที่ปัสสาวะรดที่นอนส่วนหนึ่ง คือเด็กที่ดื่มน้ำเปล่าไม่เพียงพอในช่วงกลางวัน ถ้าเด็กดื่มน้ำพอในช่วงกลางวัน เขาจะไม่ต้องการน้ำมากนักในตอนเย็น ซึ่งจะทำให้ไม่ขับถ่ายมากในตอนกลางคืน จึงไม่ค่อยเกิดปัญหาปัสสาวะรดที่นอน นั่นเป็นเหตุผลสำคัญที่ต้องพยายามให้เด็กดื่มน้ำเปล่ามากในช่วงกลางวัน อาจช่วยได้ด้วยการให้กะติกน้ำไปโรงเรียน
เมื่อไหร่จึงจะต้องเริ่มเป็นกังวลเกี่ยวกับการที่ลูกปัสสาวะรดที่นอน
ตำรามักจะบอกว่าเด็กอายุ 3 ปีส่วนใหญ่ จะเริ่มกลั้นปัสสาวะในตอนนอนได้แล้ว แต่ในความเป็นจริงแล้วเด็กยังปัสสาวะรดที่นอนอยู่อีกนานหลังจากอายุ 3 ปี ดังนั้น ถ้าลูกยังปัสสาวะรดที่นอนเมื่ออายุ 5 ขวบ เราต้องเริ่มกังวลไหม แล้วถ้า 8 ขวบล่ะ แล้วถ้าเป็นแค่เพียงบางครั้งบางคราวล่ะ นี่คือข้อเท็จจริงที่ช่วยคุณตัดสินใจได้
  • FACT: เด็กประมาณ 15% ยังคงปัสสาวะรดที่นอนอยู่หลังอายุ 3 ปี ถึงแม้ว่าเด็กจะไม่ปัสสาวะราดในตอนกลางวัน แต่ยังเป็นเรื่องปกติที่เด็กอายุ 7 หรือ 8 ปียังคงปัสสาวะรดที่นอนอยู่เป็นครั้งคราว และประมาณ 15% ของเด็กอายุ 6 ปี ยังคงปัสสาวะรดที่นอนอยู่ และประมาณ 5% ของเด็กอายุ 10 ปีก็ยังคงปัสสาวะรดที่นอนอยู่เช่นกัน
  • FACT: การปัสสาวะรดที่นอนเป็นกรรมพันธ์
  • FACT: เด็กผู้ชายมักจะมีปัญหาปัสสาวะรดที่นอนมากกว่าผู้หญิง
  • FACT: ถึงแม้ว่าจะไม่ได้รับการรักษาอาการปัสสาวะรด แต่เด็กจะเลิกไปเองเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น
  • FACT: เด็กที่ปัสสาวะรดที่นอนส่วนมากไม่ได้มีปัญหาด้านอารมณ์ หรือจิตใจ
แต่ถ้าเด็กเลิกปัสสาวะรดที่นอนมานานแล้ว กลับมาเริ่มปัสสาวะรดที่นอนอีก ให้ลองหาสาเหตุที่อาจทำให้เขาเครียด หรือเขามีความเปลี่ยนแปลงทางด้านอารมณ์หรือไม่ เช่น การย้ายบ้านใหม่ ย้ายโรงเรียนใหม่ เปลี่ยนครู เปลี่ยนเพื่อน เป็นต้น แต่ก็อย่าลืมดูสาเหตุทางด้านร่างกายด้วย เช่น การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ โดยเฉพาะในเด็กผู้หญิง ซึ่งอาการมักจะมาพร้อมกับการปวดท้องน้อย และมีไข้
ปัสสาวะเล็ดราด ปัญหาที่ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน
ความผิดปกติในการควบคุมการขับถ่ายปัสสาวะ มีปัสสาวะเล็ดราดออกมาในเวลาที่ไม่เหมาะสม เช่น ปวดปัสสาวะแล้วไปห้องน้ำไม่ทัน ไอ จาม หรือหัวเราะ แล้วมีปัสสาวะเล็ดราด เหล่านี้ถือว่าผิดปกติ เพราะส่งผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน ทำให้ไม่สามารถเดินทางตามใจชอบได้ เพราะต้องเข้าห้องน้ำบ่อย ๆ เกิดปัญหาในการดูแลสุขอนามัยส่วนตน เกิดผื่น มีกลิ่นไม่พึงประสงค์ นอกจากนี้ยังต้องตื่นขึ้นมาถ่ายปัสสาวะตอนกลางคืนอยู่บ่อยครั้งจนขาดการพักผ่อน ส่งผลเสียต่อการทำงานในตอนกลางวัน ผู้สูงอายุหลายรายสะดุด หกล้ม จนกระดูกหักในขณะที่ตื่นมาถ่ายปัสสาวะจนเป็นอันตรายได้
ในสภาวะปกติ คนเราจะต้องกลั้นปัสสาวะได้ ไม่มีปัสสาวะเล็ดราดออกมาเมื่อยังไม่ถึงเวลาในการขับถ่ายปัสสาวะ ถึงแม้ว่าจะปวดปัสสาวะมากแค่ไหนก็ตาม หากยังไม่สามารถเข้าห้องน้ำได้ เช่น ห้องน้ำไม่ว่าง หรือกำลังเดินทาง ก็ต้องกลั้นได้ ทั้งนี้เนื่องจากกระเพาะปัสสาวะมีความสามารถในการขยายตัวออกเพื่อเก็บน้ำปัสสาวะมากขึ้น และกลไกหูรูดที่ควบคุมไม่ให้ปัสสาวะไหลออกมาจะปิดสนิท ในผู้หญิงจะแตกต่างจากในผู้ชาย เนื่องจากเพศชายมีต่อมลูกหมากอยู่ถัดจากกระเพาะปัสสาวะซึ่งช่วยในการกลั้นปัสสาวะได้
การควบคุมการทำงานของกระเพาะปัสสาวะและหูรูดเป็นการทำงานที่มีความซับซ้อน ในความควบคุมของระบบประสาท อันประกอบด้วยสมอง ก้านสมอง ไขสันหลังและบรรดาเส้นประสาทต่างๆ ที่มาหล่อเลี้ยงกระเพาะปัสสาวะ หากมีความผิดปกติในระดับใดระดับหนึ่งก็จะส่งผลให้มีปัสสาวะเล็ดราดควบคุมไม่ได้ อาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ สามารถแบ่งเป็นอาการหลักๆ ดังนี้

  • ปวดปัสสาวะรุนแรง แล้วมีปัสสาวะราดออกมา ไม่สามารถไปถ่ายปัสสาวะได้ทัน มักพบได้บ่อยในผู้หญิง ผู้สูงอายุ และในผู้ชายที่มีต่อมลูกหมากโตร่วมด้วย อาการเด่นชัดคือ ปัสสาวะจะเล็ดราดออกมาก่อนที่จะไปถึงห้องน้ำ ยิ่งมองเห็นห้องน้ำ หรือกำลังจะเปิดประตูห้องน้ำ จะยิ่งปวดรุนแรงและราดออกมา ไม่สามารถควบคุมไว้ได้ สาเหตุเกิดจากกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวกว่าปกติ บีบตัวรุนแรงกว่าปกติ ซึ่งอาจจะเป็นความผิดปกติในกระเพาะปัสสาวะเอง หรืออาจจะผิดปกติในการทำงานของระบบประสาทควบคุมก็ได้
  • เวลาไอหรือจาม แล้วมีปัสสาวะเล็ดราด ผู้ป่วยที่พบมักจะเป็นผู้หญิง ส่วนผู้ชายจะมีอาการนี้ได้เช่นกัน หากได้รับการผ่าตัดรักษาต่อมลูกหมากมาก่อน สาเหตุของการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่แบบนี้เกิดจากการทำงานของหูรูดหย่อน เมื่อมีการเพิ่มแรงดันจากช่องท้องลงมากดกระเพาะปัสสาวะ หูรูดก็ไม่อาจทัดทานไว้ได้ ปล่อยให้ปัสสาวะเล็ดราดออกมา การเพิ่มแรงดันจากช่องท้องที่พบบ่อยได้แก่ การไอ จาม หัวเราะ หรือการออกกำลังกาย ส่วนสาเหตุชักนำได้แก่ การคลอดบุตร วัยหมดประจำเดือน การตัดมดลูก ฯลฯ
  • การปัสสาวะไหลรินออกมาโดยไม่รู้ตัว ไม่มีอาการปวดปัสสาวะ บางครั้งอาจไหลตอนขยับตัวจากนอนเป็นนั่ง หรือลุกขึ้นยืน สาเหตุเกิดจากมีปัสสาวะตกค้างในกระเพาะปัสสาวะ ไม่สามารถถ่ายปัสสาวะออกมาได้หมด เช่น ในผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมน้ำตาลได้ไม่ดีจนส่งผลให้การทำงานของกระเพาะปัสสาวะเสื่อม กระเพาะปัสสาวะบีบตัวน้อย ถ่ายปัสสาวะออกมาแล้วยังมีตกค้างในกระเพาะปัสสาวะอีก ในผู้ชายอาจเกิดจากต่อมลูกหมากโต ถ่ายปัสสาวะไม่หมด มีปัสสาวะตกค้างเป็นระยะเวลานาน ๆ ก็ได้ ส่วนการปัสสาวะรดที่นอน เป็นปัญหาที่พบบ่อยในเด็ก ซึ่งเป็นตามวัย เมื่อเด็กมีพัฒนาการในการขับถ่ายปัสสาวะดีขึ้น ก็จะสามารถควบคุมการถ่ายปัสสาวะได้เอง
นอกจากนั้นหากพบในวัยผู้ใหญ่มักจะมีความผิดปกติในระบบประสาทควบคุมการตรวจวินิจฉัย ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่นี้ แพทย์อาศัยการซักประวัติ ตรวจร่างกาย ตรวจปัสสาวะเป็นหลัก หากซักประวัติได้มากพอร่วมกับผู้ป่วยสามารถให้ข้อมูลการดื่มน้ำ และประมาณปัสสาวะ โดยการจดบันทึกมาให้แพทย์เป็นระยะเวลา 3-4 วัน จะทำให้ได้ข้อมูลที่นำไปสู่การวินิจฉัยได้มาก กล่าวคือ ให้ผู้ป่วยจดบันทึกปริมาณน้ำ เครื่องดื่มต่างๆ เวลาที่ดื่ม แยกเป็นเวลากลางวันตั้งแต่ตื่นนอน จนเข้านอน และเวลากลางคืน ตั้งแต่เข้านอนแล้วจนตื่นเช้า ร่วมกับจดปริมาณปัสสาวะที่ถ่ายออกมาด้วย ซึ่งเครื่องดื่มบางชนิดอาจมีส่วนกระตุ้นให้การกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ เช่น กาแฟ และการดื่มน้ำมากเกินไปก็อาจทำให้ปัสสาวะบ่อย ส่วนการตรวจเพิ่มเติมอื่นๆ เช่น การตรวจทางรังสี การตรวจการทำงานของกระเพาะปัสสาวะ หรือการส่องกล้องตรวจกระเพาะปัสสาวะนั้น มีความจำเป็นน้อย แพทย์จะพิจารณาท้ำรั้ในบางรายที่มีข้อบ่งชี้เท่านั้น
  • การพิจารณาให้การรักษา เนื่องจากภาวะปัสสาวะเล็ดราด เป็นปัญหาที่เกี่ยวเนื่องกับคุณภาพชีวิต การจะพิจารณาให้การรักษา ในรูปแบบใด จึงขึ้นกับแต่ละบุคคลเป็นหลัก ว่าในแต่ละวันมีกิจวัตรอะไรบ้าง การมีปัสสาวะเล็ดราดสร้างปัญหามากน้อยประการใด ทั้งนี้เนื่องจากวิธีการรักษา มีมากมายหลายประการ เช่น การปรับปรุงพฤติกรรมบางอย่าง การดื่มน้ำ หลีกเลี่ยงอาหารหรือเครื่องดื่มบางอย่างที่กระตุ้นให้มีการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ เป็นต้น
  • การใช้ยารักษาในปัจจุบันมียาชนิดใหม่ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งสามารถลดอัตราการมีปัสสาวะเล็ดราดได้ดีพอสมควร ซึ่งยาดังกล่าว จะให้ผลดีกับผู้ป่วยที่มีปัญหาปวดปัสสาวะรุนแรงแล้วไม่สามารถไปห้องน้ำทัน เล็ดราดออกมาก่อน ส่วนกลุ่มที่มีไอ จาม ปัสสาวะเล็ดราด นอกจากจะสามารถใช้การฝึกกล้ามเนื้อเชิงกรานให้มีความแข็งแรงแล้ว การผ่าตัดก็เป็นอีกวิธีการรักษาหนึ่งที่มีประสิทธิภาพ ในปัจจุบันการผ่าตัดทำได้ไม่ยาก มีแผลผ่าตัดเล็กมาก เพียงวันเดียวก็สามารถกลับบ้านได้ และผลจากการผ่าตัดได้ผลดี สามารถกลับมากลั้นปัสสาวะได้กว่าร้อยละ 90
ดังนั้น ปัญหาการมีปัสสาวะเล็ดราด ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อีกต่อไป จึงสมควรปรึกษาแพทย์เพื่อทำการตรวจหาสาเหตุและเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมต่อไป

ปัสสาวะเล็ดราด
ความผิดปกติในการขับถ่ายปัสสาวะเป็นปัญหาที่พบได้บ่อย มีผู้ป่วยจำนวนมากประสบปัญหานี้ ทำให้ส่งปัญหาต่อเนื่องถึงสุขภาพโดยทั่วไป รบกวนต่อการใช้ชีวิตประจำวัน จนกระทั่งมีปัญหาที่รุนแรงตามมาเช่นการหกล้ม กระดูกหักเนื่องจากต้องเข้าห้องน้ำบ่อยในเวลาค่ำคืน หรืออดหลับ อดนอนเพราะต้องตื่นตอนกลางคืนบ่อยครั้ง จนกระทบกับการปฏิบัติงานในวันรุ่งขึ้น ได้มีการศึกษาถึงจำนวนผู้ที่ประสบปัญหาในการขับถ่ายปัสสาวะพบว่าประชากรโดยทั่วไปไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 เคยประสบหรือกำลังประสบกับปัญหาในการขับถ่ายปัสสาวะและปัสสาวะเล็ดราด หรือมีปัญหาปวดปัสสาวะที่รุนแรงเป็นสาเหตุส่วนใหญ่ กล่าวคือประมาณหนึ่งในสี่ ของประชาชนที่เดียวที่ประสบปัญหาในการขับถ่ายปัสสาวะ แต่มีผู้ป่วยเพียงจำนวนไม่มากนักที่มีความรู้ความเข้าใจ และทราบว่าปัญหาในการขับถ่ายปัสสาวะนี้สามารถแก้ไขได้ อาจจะทำการรักษาจนหายขาดหรือทำให้อาการดีขึ้น จนกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้เช่นผู้ที่ไม่ประสบปัญหา

การทำงานของระบบปัสสาวะในภาวะปกติ
ก่อนที่จะได้กล่าวถึงความผิดปกติ เราคงต้องเท้าความถึงภาวะปกติของระบบทางเดินปัสสาวะก่อน ระบบทางเดินปัสสาวะเริ่มต้นตั้งแต่ไต ซึ่งมีลักษณะคล้ายถั่ว วางอยู่บริเวณเอว ทำหน้าที่ในการกลั่นกรองของเสีย และกลั้นออกมาเป็นปัสสาวะซึ่งประกอบด้วยน้ำ ของเสียต่างๆ เกลือแร่ ของเสียเหล่านี้จะขับผ่านลงมาทางท่อปัสสาวะ ลงมาถึงกระเพาะปัสสาวะ และเก็บกักในกระเพาะปัสสาวะจนกระทั่งเต็ม จึงมีการขับถ่ายออกผ่านทางท่อปัสสาวะ กระเพาะปัสสาวะมีลักษณะเป็นถุงกล้ามเนื้อ มีความจุประมาณ 300-400 ซีซี มีคุณลักษณะเฉพาะที่สามารถขยายขนาดได้ เมื่อมีน้ำปัสสาวะเพิ่มขึ้น โดยการขยายตัวของกระเพาะปัสสาวะนี้จะคงสภาพให้ความดันภายในกระเพาะปัสสาวะต่ำอยู่ตลอดเวลา และในระหว่างที่กระเพาะปัสสาวะทำหน้าที่ในการเก็บกักน้ำปัสสาวะนี้กลไกหูรูดที่อยู่ถัดจากกระเพาะปัสสาวะลงมาจะปิดสนิท ป้องกันไม่ให้น้ำปัสสาวะไหลราดออกมา แต่ในเพศชายและเพศหญิงจะมีความแตกต่างกัน โดยเพศชายจะมีต่อมลูกหมากเป็นส่วนหนึ่งของท่อปัสสาวะด้วยและจะมีส่วนช่วยในการกลั้นปัสสาวะเช่นกัน
ปัสสาวะเล็ดราด
รูปที่ 1 แสดงระบบทางเดินปัสสาวะ หญิง (ด้านซ้ายมือ) และชาย (ด้านขวามือ)
ปัสสาวะเล็ดราด
รูปที่ 2 แสดงกระเพาะปัสสาวะและท่อปัสสาวะหญิง ซึ่งจะสังเกตได้ว่าท่อปัสสาวะจะสั้น

ปัสสาวะเล็ดราด
รูปที่ 3 แสดงกระเพาะปัสสาวะและท่อปัสสาวะชาย จะเห็นได้ว่ามีต่อมลูกหมากวางอยู่เป็นส่วนต้นของกระเพาะปัสสาวะ
การทำงานของระบบทางเดินปัสสาวะนี้อยู่ภายใต้การควบคุมของระบบประสาท โดยระบบประสาทที่เกี่ยวข้องเริ่มตั้งแต่ สมอง สันหลัง ลงมาถึงเส้นประสาทส่วนปลาย และรวมถึงประสาทอัตโนมัติต่างๆ ด้วย
รูปที่ 4 แสดงระบบประสาทควบคุมการทำงานของระบบทางเดินปัสสาวะ
รูปที่ 4 แสดงระบบประสาทควบคุมการทำงานของระบบทางเดินปัสสาวะ
คนเราเริ่มมีความรู้สึกปวดปัสสาวะเมื่อมีปัสสาวะในกระเพาะปัสสาวะประมาณครึ่งหนึ่งของความจุ แต่เป็นเพียงความรู้สึกหน่วงๆ บริเวณท้องน้อย ไม่ใช่อาการปวดที่ต้องการไปถ่ายปัสสาวะ เราจะมีความรู้สึกต้องการถ่ายปัสสาวะเมื่อมีน้ำปัสสาวะเต็มแล้ว แต่หากเรายังไม่พร้อมที่จะถ่ายปัสสาวะ สมองจะสั่งการลงมากำกับยับยั้งไม่ให้กระเพาะปัสสาวะบีบตัว รวมถึงหูรูดปิดตัวให้แน่นหนาขึ้น เราจะสามารถกลั้นปัสสาวะต่อได้เพียงแต่มีอาการปวดปัสสาวะมากขึ้น และกระเพาะก็จะยืดขนาดมากขึ้นดังที่กล่าวมาในตอนต้น
หากเรามีความพร้อมที่จะถ่ายปัสสาวะ เมื่อกระเพาะปัสสาวะเต็ม กระแสประสาทจะถูกส่งขึ้นไปจากกระเพาะปัสสาวะจนถึงสมอง เมื่อมีการแปลความว่าสามารถถ่ายปัสสาวะได้ กระแสประสาทจะส่งกลับลงมาผ่านไขสันหลัง ผ่านระบบประสาทอัตโนมัติ ส่งผลให้มีการบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะพร้อมกับการคลายตัวของหูรูด ทำให้มีปัสสาวะไหลออกมา และโดยปกติการขับถ่ายปัสสาวะจะต้องหมด ไม่มีปัสสาวะตกค้าง ดังนั้นหากระบบทางเดินปัสสาวะไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ เช่น กระเพาะปัสสาวะมีการบีบตัวก่อนถึงเวลาสมควร หรือบีบตัวนอกเหนือจากระบบประสาทสั่งการ หรือกลไกของหูรูดไม่แข็งแรงพอ ก็จะส่งผลให้มีปัสสาวะเล็ดราดออกมา นอกจากนั้นการถ่ายปัสสาวะออกมาไม่หมดมีปัสสาวะตกค้างก็ทำให้มีปัสสาวะเล็ดราดออกมาได้เช่นกัน
สาเหตุของความผิดปกติในการขับถ่ายปัสสาวะ
การกลั้นปัสสาวะไม่อยู่และความผิดปกติในการขับถ่ายปัสสาวะ เป็นเพียงอาการเท่านั้น แต่อาการนี้เป็นสิ่งที่ชี้บ่งถึงความผิดปกติหรือโรคอื่นๆที่เป็นอยู่ภายในร่างกายโรคต่างๆได้แก่โรคทางระบบประสาท โรคเกี่ยวเนื่องกับระบบปัสสาวะ เช่น ต่อมลูกหมากโต โรคที่เกิดตามวัย ความเสื่อมของร่างกาย โรคเบาหวาน เป็นต้น แต่หากจะสรุปสาเหตุง่ายๆ เพื่อความเข้าใจดังนี้
  1. สาเหตุจากกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งเกิดจากกระเพาะมีการบีบตัวที่ผิดปกติ ซึ่งส่วนมากจะมีการบีบตัวที่ไวกว่าปกติ บีบตัวอย่างไม่เป็นเวลา ทำให้มีอาการปวดปัสสาวะเร็วกว่าที่ควร และมีปัสสาวะเล็ดราดออกมา ไม่สามารถควบคุมได้ สาเหตุมักจะเกิดจากโรคทางระบบประสาท โรคทางสมอง ไขสันหลัง ทั้งที่เกิดเองหรือเกิดจากอุบัติเหตุ นอกจากนั้นอาจจะเกิดจากโรคบริเวณกระเพาะปัสสาวะเอง ที่พบบ่อยได้แก่การอักเสบติดเชื้อ แต่มีสาเหตุที่ก่อให้มีกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวอีกจำนวนมากที่ไม่สามารถชี้บ่งได้ว่าเกิดจากเหตุใด ซึ่งกลุ่มนี้เป็นกลุ่มหนึ่งที่เราเรียกว่ากระเพาะปัสสาวะไวกว่าปกติ (overactive bladder) ที่ย่อว่า OAB และหลายคนรู้จักกันในนามของ โอ เอ บี นอกจากกระเพาะปัสสาวะที่บีบตัวน้อยลงเช่นในผู้ป่วยเบาหวานก็สามารถทำให้มีปัสสาวะเล็ดราดได้เช่นกัน เนื่องจากมีปัสสาวะตกค้างในกระเพาะปัสสาวะ และจะไหลรินออกมาเมื่อมีปัสสาวะค้างมากจนเกินกว่าที่กระเพาะปัสสาวะรับได้
  2. สาเหตุที่เกิดจากกลไกหูรูด ส่วนมากเกิดจากหูรูดที่หย่อนกว่าปกติ ทำให้ไม่สามารถทำหน้าที่ได้ในขณะที่มีการเก็บกักปัสสาวะ มีปัสสาวะไหลราดออกมา หรืออาจจะไหลออกมาเมื่อมีการเพิ่มแรงดันจากในช่องท้อง เช่นเมื่อไอ จาม หัวเราะ มีปัสสาวะเล็ดออกมา ซึ่งพบได้บ่อยในผู้หญิง นอกจากนั้นการที่หูรูดทำงานมากกว่าปกติ ทำให้ถ่ายปัสสาวะไม่ออกถ่ายปัสสาวะไม่หมดเมื่อมีปัสสาวะตกค้างในกระเพาะปัสสาวะมากก็มีปัสสาวะไหลริออกมาได้เช่นกัน
  3. สาเหตุร่วมกันระหว่างกระเพาะปัสสาวะและหูรูด คือเป็นสาเหตุร่วมกันของสาเหตุที่ 1 และ 2 ซึ่งทำให้มีปัสสาวะเล็ดราดออกมา พบในผู้ป่วยที่มีความผิดปกติบริเวณสันหลัง เช่น จากอุบัติเหตุ จากการผ่าตัดบริเวณสันหลังเป็นต้น
สาเหตุชักนำและกระตุ้นให้กลั้นปัสสาวะไม่อยู่
นอกจากโรคต่างๆที่ได้ยกตัวอย่างมาแล้ว ยังมีสาเหตุชักนำ และกระตุ้นทำให้มีการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ สาเหตุชักนำที่พอจะสรุปได้คือ
  1. อายุที่เพิ่มขึ้น เมื่อมีอายุสูงขึ้น จะมีการเปลี่ยนแปลงต่างๆมีความเสื่อมของร่างกาย ทั้งในระบบของทางเดินปัสสาวะเองและในระบบที่เกี่ยวข้อง เช่น กระเพาะปัสสาวะที่ผ่านการใช้งานมานานจะมีการทำงานที่แปรปรวนได้ และอายุที่เพิ่มขึ้นจะมีมีโรคต่างๆ มีการเปลี่ยนแปลงต่างๆที่ก่อให้มีความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับการกลั้นปัสสาวะเช่น ฮอร์โมนที่ลดลง มีการหย่อนตัวของกล้ามเนื้อเชิงกรานเป็นต้น นอกจากนั้นผู้สูงอายุที่มีอายุมากๆอาจกลั้นปัสสาวะไม่อยู่แบบชั่วคราวได้เพียงแค่มีความผิดปกติในการทำงานของร่างกายเพียงเล็กน้อย เช่นเพียงแค่ท้องผูก หรือรับประทานยาบางชนิด ก็ทำให้ปัสสาวะราดได้ เป็นต้น
  2. โรคประจำตัวของผู้ป่วย ซึ่งมีโรคประจำตัวหลายโรคที่ส่งผลต่อการกลั้นปัสสาวะ เช่นเบาหวาน เบาจืด โรคทางสมอง เป็นต้น
  3. ปริมาณปัสสาวะมากขึ้น จากสาเหตุต่างๆ เช่นผู้ป่วยดื่มน้ำมากขึ้น รับประทานยาขับปัสสาวะ
  4. มีการอุดกั้นต่อการไหลของปัสสาวะ ทำให้มีปัสสาวะตกค้าง เช่น ต่อมลูกหมากโตในเพศชาย เป็นต้น
  5. มีความผิดปกติบริเวณกระเพาะปัสสาวะ เช่น มีนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ มีการอักเสบติดเชื้อ อาทิกระเพาะปัสสาวะอักเสบ เป็นต้น
อาการของการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่
อาการของผู้ป่วยที่มีการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่นั้น อาการที่พบบ่อยจะแตกต่างไปแล้วแต่เพศ วัย และสาเหตุชักนำต่างๆ แต่อาการพอจะสรุปได้ดังนี้
  1. ปวดปัสสาวะรุนแรงแล้วปัสสาวะราดออกมา อาการนี้พบได้บ่อยในผู้ที่มีอายุมาก ผู้ที่มีการอุดกั้นในทางเดินปัสสาวะร่วมด้วย เช่นผู้ที่มีต่อมลูกหมากโตเป็นต้น แต่ผู้ที่พบได้บ่อยมากได้แก่ผู้ที่มีโรคและความผิดปกติในระบบประสาท อาการที่ชัดเจนคือจะมีอาการปวดปัสสาวะนำมาก่อนแล้วมาสามารถยับยั้งได้ มีปัสสาวะเล็ดราด มีปัสสาวะบ่อย ตอนกลางคืนต้องตื่นขึ้นมาถ่ายปัสสาวะ หรือมีปัสสาวะรดที่นอน แต่ผู้ป่วยจำนวนมากที่มีอาการเพียงปวดปัสสาวะรุนแรงต้องรีบขวนขวายเข้าห้องน้ำ แต่ไม่มีปัสสาวะราดออกมา ผู้ป่วยกลุ่มนี้เป้นกลุ่มหลักที่เราเรียกว่า กระเพาะปัสสาวะไวเกิน หรือ โอ เอ บี
  2. ไอ จาม ปัสสาวะราด ผู้ป่วยจะมีอาการปัสสาวะเล็ดราดออกมาเมื่อมีการเพิ่มแรงดันในช่องท้อง แรงดันเหล่านั้นจะมากดบริเวณกระพาะปัสสาวะ เมื่อกลไกหูรูดไม่แข็งแรงพอก็จะทำให้ปัสสาวะเล็ดราดออกมาโดยที่ไม่ได้มีการปวดปัสสาวะ การเพิ่มแรงดันในช่องท้องได้แก่การไอ จาม หัวเราะ ออกกำลังกาย มักพบในผู้หญิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อยู่ในวัยหมดประจำเดือน ผู้ที่ผ่านการตั้งครรภ์ การคลอด หรือตัดมดลูกเป็นต้น ในเพศชายพบน้อยกว่าเพราะมีต่อมลูกหมากช่วยในระดับหนึ่ง แต่ผู้ที่ผ่านการผ่าตัดต่อมลูกหมากแล้วก็สามารถพบอาการไอ จามมีปัสสาวะเล็ดราดเมื่อมีการไอ จาม ได้
  3. ปัสสาวะไหลรินออกมาโดยไม่รู้ตัว ผู้ป่วยจะไม่มีอาการปวดปัสสาวะ หรือมีน้อยมาก มีปัสสาวะไหลรินออกมาตลอดเวลา หรืออาจจะไหลออกเมื่อมีการกระเทือน สาเหตุเกิดจากมีปัสสาวะตกค้างในกระเพาะปัสสาวะจำนวนมาก เมื่อมีปัสสาวะล้นเกินกว่าที่จะเก็บไว้ได้ก็จะไหลออกมาเอง ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีลักษณะเฉพาะคือมีปริมาณปัสสาวะในกระเพาะปัสสาวะจำนวนมากตลอด ทั้งๆที่ถ่ายปัสสาวะแล้ว มักจะเกิดในผู้ป่วยเบาหวานที่มีอาการต่อเนื่องมานานหรือมีอาการข้างเคียงจากเบาหวาน หรือมีการอุดกั้นของทางเดินปัสสาวะเช่นต่อมลูกหมากโต
  4. ปัสสาวะรดที่นอน เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในเด็กซึ่งเป็นตามวัย เมื่อมีการพัฒนาการในการกลั้นปัสสาวะได้ดีขึ้นก็จะหาย แต่ในกรณีที่กระเพาะปัสสาวะมีการบีบตัวที่ไวเกินปกติ หากมีการบีบตัวในช่วงที่นอนหลับก็ทำให้มีปัสสาวะเล็ดราดออกมารดที่นอน 0
  5. ปัสสาวะเล็ดราดหลังการถ่ายปัสสาวะสุด อาการหลักคือมีการถ่ายปัสสาวะตามปกติ แต่เมื่อปัสสาวะสุดแล้วจะมีปัสสาวะเล็ดตามออกมาอีกเล็กน้อย ทำให้มีการเปียกชื้นหรือส่งกลิ่นเป็นที่น่ารำคาญ มักจะเกิดในผู้ชายที่มีต่อมลูกหมากโต หรือผู้หญิงที่มีถุงน้ำบริเวณท่อปัสสาวะ
รูปที่ 5 แสดง ภาวะ ไอ จาม ปัสสาวะราด
รูปที่ 5 แสดง ภาวะ ไอ จาม ปัสสาวะราด
รูปที่ 6 แสดงภาวะปัสสาวะไหลรินออกมาเนื่องจากถ่ายปัสสาวะไม่หมด มีปัสสาวะตกค้าง

รูปที่ 6 แสดงภาวะปัสสาวะไหลรินออกมาเนื่องจากถ่ายปัสสาวะไม่หมด มีปัสสาวะตกค้าง
การวินิจฉัย
  • จากอาการของผู้ป่วยที่มีปัสสาวะเล็ดราดมักจะไม่ค่อยมีปัญหาในการวินิจฉัย เนื่องจากผู้ป่วยมีอาการชัดเจน แต่บางครั้งผู้ป่วยไม่ได้มีปัสสาวะเล็ดราดจริง เนื่องจากมีอาการไม่ชัดเจนหรือมีสารคัดหลั่งอย่างอื่นออกมาคล้ายกับปัสสาวะ แพทย์จึงมีความจำเป็นต้องทำการวินิจฉัยให้ชัดเจนว่ามีปัสสาวะเล็ดราดออกมาจริง ซึ่งมีการตรวจร่างกายและการตรวจเพิ่มเติมหลายอย่างเช่น การให้ผู้ป่วยสวมผ้ารองซับไว้ แล้วชั่งน้ำหนักเปรียบเทียบกันระหว่างก่อนสวมและหลังจากเวลาผ่านไประยะหนึ่ง ซึ่งมีข้อกำหนดรายละเอียดที่จะไม่กล่าวในที่นี้ หากผู้ป่วยมีปัสสาวะราดอกมาน้ำหนักของผ้ารองซับหลังจากสวมแล้วจะมีน้ำหนักมากกว่าก่อนสวมมาก นอกจากนั้นแพทย์อาจจะตรวจสอบด้วยวิธีการอื่นเพื่อให้เห็นว่ามีปัสสาวะราดออกมาจริง
  • ผู้ป่วยอาจจะมีส่วนช่วยในการวินิจฉัยได้มาก โดยการกรอกรายละเอียดบันทึกการถ่ายปัสสาวะ (Voiding diary) ดังภาพ รายละเอียดประกอบด้วยข้อมูลน้ำดื่ม เครื่องดื่มที่ได้รับและปริมาณปัสสาวะที่ถ่ายแออกมา รวมถึงอาการที่เกิดร่วมด้วย เช่น ปัสสาวะราด ปวดมาก ปวดท้องน้อยเป็นต้น แยกเป็นช่วงกลางวันและกลางคืน กลางวันหมายถึงตั้งแต่ตอนตื่นนอนจนกระทั่งเข้านอน กลางคืนคือตั้งแต่เข้านอนแล้วจนเช้า จดต่อเนื่องกันประมาณ 4วัน จะทำให้แพทย์ได้ข้อมูลมาก สามารถทำการวินิจฉัยได้ดีขึ้น
  • ประการสำคัญที่แพทย์จะต้องวินิจฉัยแยกโรคโดยแยกภาวะที่อาจจะมีส่วนคล้ายคลึงกัน เช่นการอักเสบในทางเดินปัสสาวะ หรือการมีรอยรั่วระหว่างกระเพาะปัสสาวะกับช่องคลอดเป็นต้น ซึ่งการตรวจบางประการอาจจะสามารถมองเห็นได้ด้วยสายตา บางชนิดต้องอาศัยเครื่องมือและอุปกรณ์ประกอบ เช่นการส่องกล้องเป็นต้น
  • สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งคือจะต้องแยกว่าภาวะปัสสาวะเล็ดราดอยู่ในในลักษณะใด ทั้งนี้เนื่องจากการรักษาในแต่ละภาวะจะมีความแตกต่างกัน เช่นกระเพาะปัสสาวะที่มีการบีบตัวไวกว่าปกติจะใช้การักษาด้วยยา แต่หากเป็นภาวะไอ จาม ปัสสาวะราด ก็อาจจะใช้พฤติกรรมบำบัดหรือการผ่าตัดเป็นต้น หากเลือกวิธีการรักษาผิดยิ่งอาจจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการเลวลง หรือมีความผิดปกติที่ต่อเนื่องต่อไป
  • ในปัจจุบันข้อคำนึงด้านคุณภาพชีวิต มีมากขึ้นทังนี้เนื่องจากสภาพการใช้ชีวิตในสังคมแตกต่างกันกว่าในอดีต การกลั้นปัสสาวะไม่ไย่อมทำให้มีคุณภาพชีวิตที่เลวลง การสอบถามด้านคุณภาพชีวิตก็เป็นสิ่งสำคัญอีกประการหนึ่ง ซึ่งจะอาศัยแบบสอบถามที่ผ่านขั้นตอนการวิจัยมาเป็นอย่างดีแล้ว แต่ในการตรวจรักษาตามปกติแพทย์อาจจะไม่ได้ซักประวัติด้านนี้เป็นลำดับแรก
Urinary10
รูปที่  7 แสดงการบันทึกการถ่ายปัสสาวะ

การตรวจร่างกาย

การตรวจร่างกายประกอบด้วยการตรวจร่างกายทั่วไป เพื่อประเมินสภาพของผู้ป่วย ตรวจหน้าท้องคลำหน้าท้องว่ามีความผิดปกติใดๆหรือไม่ มีก้อนเนื้อโตที่ผิดปกติ คลำว่ากระเพาะปัสสาวะโป่งคลำพบทางหน้าท้องหรือไม่ ตรวจบริเวณหลังว่ามีการคดงอของสันหลัง มีร่องรอยการผ่าตัดใดเกี่ยวกับสันหลังหรือไม่ สิ่งสำคัญคือแพทย์จะตรวจทางระบบประสาทตั้งแต่ความรู้สึก การทำงานของกล้ามเนื้อที่หล่อเลี้ยงด้วยระบบประสาทในระดับต่างๆ ที่สำคัญคือส่วนที่หล่อเลี้ยงด้วยประสาทสันหลัง ในผู้หญิงการตรวจทางนรีเวช เพื่อตรวจสอบว่ามีความผิดปกติในช่องเชิงกราน มดลูก สภาพของท่อปัสสาวะ อาจจะมีความจำเป็นในกรณีที่แพทย์คิดว่ามีอาการชี้บ่ง ส่วนในเพศชายจะต้องตรวจทางทวารหนักเพื่อตรวจสอบถึงกลไกหูรูด ตรวจต่อมลูกหมาก ว่าโต มีความผิดปกติ มีลักษณะของก้อนมะเร็งหรือไม่

การสืบค้นเพิ่มเติม

การสืบค้นเพิ่มเติม ส่วนมากทำเพื่อแยกชนิดของการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่และการประเมินความรุนแรง การตรวจขั้นพื้นฐานที่ทำได้ไม่ยากและมีความสำคัญได้แก่การตรวจปัสสาวะ ซึ่งเมื่อผู้ป่วยถ่ายปัสสาวะส่งตรวจสามารถบอกได้ถึงความผิดปกติได้ เช่นการอักเสบติดเชื้อ การตรวจพบเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะเป็นต้น หากมีการอักเสบติดเชื้อก็ต้องทำการรักษาก่อน ผู้ป่วยบางรายอาการจะดีขึ้นหลังจากได้รับการรักษาการอักเสบติดเชื้อแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่อาจจะหายไปด้วยก็ได้ ส่วนการตรวจพบเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะอาจจะมีสาเหตุมาจากการมีนิ่วในทางเดินปัสสาวะ หรือมีก้อนเนื้องงอก ก้อนมะเร็งในทางเดินปัสสาวะก็ได้ซึ่งจะต้องทำการตรวจเพิ่มเติม เช่นการตรวจทางรังสีวิทยา หรือการส่องกล้อง เป็นต้น

การตรวจทางรังสี มีบทบาทไม่มากนักในการตรวจวินิจฉัยขั้นต้น แต่มีความสำคัญในการสืบค้นถึงความผิดปกติอื่นๆดังได้กล่าวมาแล้ว และอาจจะมีความสำคัญในการประเมินความผิดปกติอื่นๆที่อาจจะเกิดร่วมด้วยเพื่อเลือกวิธีการรักษาให้เหมาะสม เช่นกรณีที่มีไอ จาม ปัสสาวะเล็ดราด อาจจะมีการหย่อนตัวของเชิงกรานประกอบด้วย การตรวจทางรังสีจะช่วยได้ ทำให้เราสามารถทำการรักษาควบคู่กันไปในคราวเดียวกัน

การตรวจทางยูโรพลศาสตร์ เป็นการศึกษาถึงการทำงานของระบบทางเดินปัสสาวะซึ่งเป็นการเลียนแบบธรรมชาติ เพียงแต่เราจะใส่น้ำเข้าไปในกระเพาะปัสสาวะแทน และศึกษาถึงความรู้สึก การบีบตัวและกลไกการถ่ายปัสสาวะ การกลั้นปัสสาวะ รวมถึงเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในขบวนการเก็บกักปัสสาวะและขณะถ่ายปัสสาวะ
รูปที่ 8  เครื่องมือในการตรวจยูโรพลศาสตร์
การพิจารณาการรักษา
การกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ หรือปัสสาวะเล็ดราด เป็นภาวะที่ก่อให้เกิดความรำคาญ ทำให้คุณภาพชีวิตเลวลง ไม่สามารถดำรงชีวิตเช่นปกติได้ ไม่สามารถเดินทาง หรือทำงานที่มีประสิทธิภาพได้ บางรายต้องออกจากงาน หรือขาดความก้าวหน้าในการทำงาน ดังนั้นการรักษาจึงมีวัตถุประสงค์เพื่อทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น กลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ การจะเลือกวิธีการรักษาใดๆจึงขึ้นกับสภาพของผู้ป่วยเป็นหลัก ซึ่งความรำคาญ หรือคุณภาพชีวิตของแต่ละคนก็มีความแตกต่างกัน โดยมีปัจจัยสำคัญที่อาจจะนำมาประเมินเพื่อเลือกวิธีการรักษาได้แก่ อายุ สภาพของร่างกาย อาชีพ เป็นต้น การรักษาสามารถสรุปได้ตามกลุ่มอาการคือ
1. การรักษากลุ่มอาการปัสสาวะเล็ดราดเมื่อมีการปวดปัสสาวะ ซึ่งผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของระบบประสาท กับผู้ป่วยกระเพาะปัสสาวะไวกว่าปกติเป็นผู้ป่วยหลักในกลุ่มนี้ การรักษาประกอบด้วย
  • · พฤติกรรมบำบัด โดยการปรับสภาพของน้ำดื่ม เช่นลดปริมาณการดื่ม หรือดื่มตามเวลา และพยายามควบคุมการถ่ายปัสสาวะ ให้ถ่ายเป็นเวลา ซึ่งโดยทั่วไปเราจะถ่ายปัสสาวะประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่งถึง 3 ชั่วโมงต่อครั้งในเวลาที่ตื่น หากผู้ป่วยสามารถควบคุมยืดระยะเวลาการถ่ายปัสสาวะออกไปได้ก็จะเป็นการปรับการถ่ายปัสสาวะให้กลับสู่ปกติ แต่การรักษานี้มักจะได้ผลกับผู้ที่มีอาการไม่มากนัก แต่ประการสำคัญคือผู้ป่วยจะต้องทำความเข้าใจว่าคนเราสามารถกลั้นปัสสาวะได้บ้าง หลายคนเข้าใจว่าไม่สามารถกลั้นได้เลยเมื่อมีอาการปวดปัสสาวะจะต้องรีบไปเข้าห้องน้ำ แต่ในความเป็นจริงแล้วเราสามารถกลั้นปัสสาวะทีละ10 นาที 15 นาที จนถึง 30 นาทีได้ โดยไม่เป็นอันตราย และจะทำให้จำนวนครั้งของการถ่ายปัสสาวะห่างออกไป อย่างไรก็ดีวิธีการรักษานี้เราสามารถใช้ร่วมกับการรักษาอื่น เช่นการใช้ยาได้ทำให้การรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • · การใช้ยา ถือเป็นการรักษาที่ได้ผลดี ในกลุ่มอาการที่ผู้ป่วยมีการปวดปัสสาวะและกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ หรือมีอาการของกระเพาะปัสสาวะที่มีการบีบตัวไวกว่าปกติ ยาที่มีประสิทธิภาพในการักษาความผิดปกตินี้ในปัจจุบันมีหลายชนิด กลไกการออกฤทธิ์ของยา จะเข้าไปยับยั้งการบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะ ทำให้ลดอาการปัสสาวะบ่อย ลดอาการของการมีปัสสาวะเล็ดราด ทำให้กระเพาะปัสสาวะมีขนาดโตทำให้สามารถเก็บกักปัสสาวะได้มากขึ้น ยาเหล่านี้อยู่ในรูปของยารับประทานเป็นส่วนมาก และสามารถรับประทานได้ง่าย เพราะหลายบริษัทผลิตยาที่มีการแตกตัวช้าทำให้รับประทานแล้วมีฤทธิ์ของยาคงที่ตลอดวัน ทำให้สามารถรับประทานเพียงวันละครั้งเดียวได้ อาการข้างเคียงของยากลุ่มนี้ได้แก่ อาการปากแห้ง คอแห้ง ท้องผูก ท้องอืด ท้องเฟ้อ ใจสั่น ตาพร่า เป็นต้น ซึ่งมักจะมีอาการข้างเคียงที่ไม่รุนแรงนัก แต่อย่างไรก็ดีมีข้อห้ามในการใช้ยากลุ่มนี้บ้าง เช่น ผู้ป่วยต้อหิน หรือผู้ที่มีประวัติลำไส้อุดตัน ไม่สามารถใช้ยาได้ และผู้ป่วยไตวาย หรือการทำงานของตับผิดปกติ จะต้องลดขนาดของยาลง และผู้ที่รับประทานยาฆ่าเชื้อราก็ต้องลดขนาดยาเช่นกัน ตัวอย่างยากลุ่มนี้ได้แก่ tolterodine, oxybutynin, trospium, solifenacin เป็นต้น ซึ่งมีชื่อการค้าในแต่ละประเทศแตกต่างกัน
  • · การใส่ยาเข้ากระเพาะปัสสาวะ ในกรณีที่ไม่สามารถใช้ยารับประทานได้ หรือไม่ได้ผล การใส่ยาเข้ากระเพาะปัสสาวะอาจจะช่วยลดการบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะได้ แต่ไม่ได้เป็นการถาวร จะต้องทำซ้ำ มียาและสารบางชนิดที่สามารถนำมาใช้ได้อย่างปลอดภัย เช่น resiniferatoxinที่สะกัดมาจากพืชตระกูลกระบองเพชร, capsaicin ที่สะกัดมาจากพริกเป็นต้น หรืออาจะใช้ botulinum toxin ซึ่งเป็นผลิตผลจากแบคทีเรีย ฉีดเข้าผนังกระเพาะปัสสาวะก็ได้
  • · การผ่าตัดขยายกระเพาะปัสสาวะ เป็นการรักษาที่ถือได้ว่ามีที่ใช้ไม่มากนัก โดยจะเลือกใช้เมื่อไม่สามารถใช้วิธีการใดๆได้แล้ว การขยายกระเพาะปัสสาวะส่วนมากเราจะใช้ส่วนใดส่วนหนึ่งของระบบทางเดินอาหารมาเสริมกระเพาะปัสสาวะทำให้มีขนาดโตขึ้น ลำไส้ที่นำมาใช้มากที่สุดคือลำไส้เล็ก แต่มีข้อเสียที่หลังจากผ่าตัดแล้วผู้บ่วยจำนวนหนึ่งไม่สามารถถ่ายปัสสาวะได้เอง จะต้องใช้การสวนปัสสาวะเป็นเวลา
  • · การปรับสมดุลระบบประสาท เป็นวิธีการที่เราจะฝังอุปกรณ์อีเลคโทรนิคส์เข้าสู่ร่างกายเพื่อทำให้ระบบประสาทที่ควบคุมการทำงานของกระเพาะปัสสาวะทำงานตามปกติ แต่ข้อเสียของวิธีนี้คือมีราคาแพง และผู้ป่วยบางรายไม่สามารถใช้ได้ผล
2. การรักษากลุ่มอาการไอ จาม ปัสสาวะเล็ดราด กลุ่มอาการนี้ มักจะพบในผู้หญิงดังที่กล่าวในตอนต้น การรักษามุ่งทำให้ผู้ป่วยกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งประกอบด้วย
  • การรักษาเชิงพฤติกรรม ได้แก่การฝึกกล้ามเนื้อเชิงกราน ซึ่งหลายคนรู้จักกันในนามของการขมิบช่องคลอด แต่ความจริงแล้วเป็นการฝึกขมิบกล้ามเนื้อที่หุ้มรอบและทำหน้าที่ประคองท่อปัสสาวะมากกว่า โดยผู้ป่วยจะต้องฝึกขมิบให้กล้ามเนื้อนี้แข็งแรง ซึ่งจะต้องทำการฝึกไปเรื่อยๆ ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน จึงมักจะประสบปัญหาที่ผู้ป่วยมักจะไม่มีความอดทนพอ ทำให้ไม่สามารถทำการรักษาให้มีประสิทธิภาพได้ วิธีการจะต้องใช้เวลานานกว่าจะเห็นผล แต่หากผู้ป่วยสามารถทำได้ก็จะมีความคงทนถาวร คืออาการจะยังคงดีไปเรื่อยๆ โดยไม่ต้องสิ้นเปลืองการรักษาอื่นๆ
  • · การใช้ยารักษา ยาที่มีประสิทธิภาพในการรักษาในปัจจุบันยังไม่มีใช้กว้างขวางเนื่องจากมีอาการข้างเคียงมาก ในประเทศไทยยังไม่ได้นำยานี้มาใช้
  • · การผ่าตัด เพื่อเสริมการทำงานของหูรูด เป็นการรักษาที่นิยมใช้เป็นหลัก เนื่องจากวิธีการผ่าตัดไม่ยุ่งยากมาก และมีประสิทธิภาพสูง การผ่าตัดบางวิธีมีประสิทธิภาพในการรักษาถึงร้อยละ 90 การผ่าตัดทำโดยวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มแรงต้านบริเวณท่อปัสสาวะ อาจจะเป็นการผ่าตัดผ่านทางหน้าท้อง หรือทำผ่านช่องคลอดก็ได้ สิ่งที่จะนำมาช่วยเสริมการทำงานของท่อปัสสาวะอาจจะเป็นเนื้อเยื่อของผู้ป่วยเองหรืออาจจะเป็นสารสังเคราะห์ก็ได้ แพทย์จะเลือกวิธีการผ่าตัดให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย และตามความถนัดของแพทย์ท่านนั้นด้วย
  • · การใช้อุปกรณ์รองซับ โดยการออกแบบมาเป็นผ้ารองซับ หรือกางเกง แล้วแต่ผู้ป่วยแต่ละราย มักจะเลือกใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอายุมาก ไม่สามารถใช้การรักษาอื่นๆได้ หรือมีข้อห้ามในการผ่าตัดเป็นต้น

รูปที่ 9 แสดงการผ่าตัดแก้ไขปัญหา ไอ จาม มีปัสสาวะราด
รูปที่ 9 แสดงการผ่าตัดแก้ไขปัญหา ไอ จาม มีปัสสาวะราด
  1. การรักษาผู้มีปัสสาวะไหลรินจากการมีปัสสาวะตกค้าง การรักษามุ่งรักษาสาเหตุพื้นฐานที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการ เช่น หากมีต่อมลูกหมากโต ก็ทำการรักษาตามเหตุนั้นๆ แต่มีสาเหตุบางประการที่ไม่สามารถรักษาต้นเหตุได้ เช่นผู้ป่วยที่มีปัญหากระเพาะปัสสาวะบีบตัวน้อย หรือไม่บีบ ที่เป็นสาเหตุมาจากโรคทางระบบประสาท หรือจากเบาหวาน ที่เราไม่สามารถให้ยาที่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการกระตุ้นให้กระเพาะปัสสาวะบีบตัวได้ การรักษาจึงมุ่งไปที่การระบายปัสสาวะออกให้หมด โดยอาจจะใช้การสวนปัสสาวะ คาสายปัสสาวะติดไว้ เปลี่ยนสายสวนปัสสาวะเป็นเวลา แต่วิธีการนี้ผู้ป่วยจะต้องมีสายสวนปัสสาวะติดตัว สร้างความรำคาญและอาจจะมีการอักเสบติดเชื้อได้ ในปัจจุบันเราะแนะนำให้ใช้การสวนปัสสาวะเป็นเวลา โดยผู้ป่วยอาจจะทำได้เอง หรือให้ผู้ดูแลทำให้ สอดสายสวนปัสสาวะระบายปัสสาวะตามเวลา ทำให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น ไม่มีปัสสาวะเล็ดราด ไหลริน และผู้ป่วยจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเพราะไม่มีสายสวนปัสสาวะติดตัว โอกาสมีการอักเสบติดเชื้อน้อยกว่าการคาสายสวนปัสสาวะไว้มาก
Urinary13
รูปที่ 10 แสดงสายสวนปัสสาวะที่ให้สวนด้วยตนเอง

การรักษาผู้สูงอายุที่มีปัสสาวะราด กลุ่มผู้สูงอายุนี้มักจะมีเหตุกระตุ้นให้มีปัสสาวะเล็ดราดออกมา เช่น ท้องผูก รับประทานยาบางชนิด การเดินไม่ถนัดทำให้ไปห้องน้ำไม่ทัน หรือมีความผิดปกติทางจิตใจ เช่น โรคซึมเศร้า โรคทางกายได้แก่ เบาหวาน โรคทางระบบประสาท เป็นต้น เป็นต้น การรักษาจึงต้องหาสาเหตุชักนำที่กล่าวมาหลังจากได้แก้ไขปัญหาแล้วผู้ป่วยจะกลับคืนมาเป็นปกติได้ แต่หากยังคงมีปัสสาวะเล็ดราดอีก อาจจะพิจารณาใช้อุปกรณ์รองซับ หรืออุปกรณ์อื่นประกอบ
สรุป

ปัญหาการมีปัสสาวะเล็ดราด หรือกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ เป็นปัญหาที่พบได้บ่อย แต่หากผู้ป่วยมาพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัย และสามารถเลือกวิธีการรักษาได้ถูกต้องตรงตามสาเหตุจะทำให้ผู้ป่วยกลับมากลั้นปัสสาวะได้ หรือมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ ดังนั้นผู้ที่มีอาการดังกล่าว หรือผู้ดูแลผู้ป่วยไม่ควรละเลย เพราะการรักษาหลายวิธีทำได้ไม่ยาก แต่สามารถส่งผลดีอย่างมหาศาลต่อผู้ป่วย
  
ปวดฉี่..ต้องรีบปล่อย ก่อนโรคช้ำรั่วถามหา
ปัสสาวะไม่สุด กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ จนเกิดอาการปัสสาวะเล็ดราด เรื่องน่าอายที่สาว ๆ อาจไม่กล้าบอกใคร แต่นอกจากจะแก้ไขได้แล้ว ยังป้องกันได้ด้วย
ถึงไฮดี้ คลุม จะดูสวยเฉิดฉายแค่ไหนในตอนตั้งท้อง แต่คนที่กำลังตั้งท้องก็เสี่ยงต่อการเกิดอาการปัสสาวะเล็ดได้ เช่นเดียวกับ อิสลา ฟิซเซอร์ ที่กำลังตั้งครรภ์ที่สองหลังแต่งงานกับ ซาซ่า บารอน โคเฮน ได้ไม่นาน ถึงแม้เหล่าดาราสาว ๆ จะไม่มีใครออกมาบอกว่าพวกเธอต้องพบกับอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ (Urinary Incontinence, UI) หรือที่เรียกว่าอาการช้ำรั่วกันมั่งหรือเปล่า แต่สำหรับเหล่าดาราสาวที่กำลังตั้งครรภ์นั้น ก็ถือเป็นกลุ่มหนึ่งที่เสี่ยงกับการเกิดอาการนี้ อย่างไรก็ตาม การเข้าใจว่าอาการช้ำรั่วเกิดได้แต่เพียงกับหญิงที่กำลังตั้งครรภ์ หรือในผู้หญิงสูงวัย ถือเป็นความเข้าใจผิดอย่างหนึ่งในหมู่ผู้หญิง (ซึ่งเป็นกลุ่มที่เป็นโรคนี้มากกว่าผู้ชายถึงสามเท่า) และอาจทำให้เกิดความอายที่จะไปปรึกษาแพทย์ เมื่อเกิดอาการดังกล่าวขึ้น ทั้งที่ความจริงแล้ว อาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่นั้นเกิดขึ้นได้กับผู้หญิงทุกวัย
แต่ความจริงอีกอย่างหนึ่งก็คือ อาการนี้ สามารถเยียวยาและป้องกันได้ เพราะฉะนั้นถ้าไม่อยากพบกับปัญหาน่าอาย ที่รบกวนการใช้ชีวิตของคุณเช่นนี้ ก็ต้องอ่านเรื่องต่อไปนี้

ปัสสาวะแบบปกติเป็นยังไง
เมื่อดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารผ่านการกรองของไต ของเสียจะถูกเก็บไว้ที่กระเพาะปัสสาวะ ซึ่งกล้ามเนื้อส่วนนี้จะยืดได้ หากน้ำปัสสาวะมีประมาณ 200 ซี.ซี. จะรู้สึกปวดปัสสาวะเล็กน้อย ถ้าทำเป็นลืม ความรู้สึกปวดปัสสาวะจะค่อยๆ หายไป แต่เมื่อมีน้ำปัสสาวะขังประมาณ 300-400 ซี.ซี. กระเพาะปัสสาวะค่อนข้างเต็มที่จะทำให้รู้สึกปวดมาก อยากไปห้องน้ำ ปริมาณมากขนาดนี้จะกลั้นแทบไม่อยู่จนอาจปัสสาวะราดได้
ในผู้ใหญ่ที่แข็งแรง จำนวนครั้งของการปัสสาวะตามปกติตอนกลางวันประมาณ 4-6 ครั้ง ปัสสาวะกลางคืนหลังนอนหลับ 0-1 ครั้ง อย่างไรก็ตาม ปริมาณปัสสาวะ จำนวนครั้งของการปัสสาวะอาจแปรเปลี่ยนไปได้ตามจำนวนน้ำที่ดื่ม อุณหภูมิของอากาศภายนอก ปริมาณเหงื่อที่ออก และวัย
กลั่นปัสสาวะไม่อยู่มีหลายแบบ
ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่หมายถึงการที่มีปัสสาวะรั่วไหล โดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งมาพอที่จะทำให้เป็นปัญหาในการเข้าสังคม หรือเป็นปัญหาทางสุขภาพและอนามัยสามารถแยกออกเป็นชนิดต่าง ๆ ได้ดังนี้คือ
  • ปัสสาวะเล็ดขณะไอหรือจาม หมายถึงอาการปัสสาวะเล็ดออกมาในขณะที่มีการเพิ่มแรงเบ่งกดเข้าไปในกระเพาะปัสสาวะ หรือแรงเบ่งในช่องท้องด้วยการไอหรือจาม
  • ปัสสาวะเล็ดเมื่อเปลี่ยนอิริยาบถ เกิดเมื่อเปลี่ยนอิริยาบถ เช่น เดิน วิ่ง ก้าวขึ้นบันได ยกของหนัก เป็นต้น ซึ่งมักจะเป็นสิ่งที่รบกวนการดำเนินชีวิตประจำวัน
  • ปัสสาวะราด หมายถึงภาวะที่มีความรู้สึกปวดปัสสาวะมาก ปวดกลั้น และปัสสาวะราดออกมาก่อน
  • ปัสสาวะรดที่นอน เป็นอาการที่มักจะพบในเด็ก แต่ในผู้ใหญ่ก็พบได้บ้าง รวมทั้งผู้สูงอายุ จากอัตราที่ตรวจพบในหญิงไทยทุกกลุ่มอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป พบว่ามีอาการในระดับเล็กน้อยหรือพบได้นาน ๆ ครั้ง
  • ปัสสาวะปวดกลั้น หมายถึงความรู้สึกปวดปัสสาวะอย่างมาก ทำให้ต้องรีบที่จะเข้าห้องน้ำทุกครั้ง เพราะมีความรู้สึกว่าปัสสาวะกำลังจะราดออกมา แต่ก็ยังสามารถยับยั้งไว้ได้
  • ปัสสาวะซึมออกโดยไม่รู้สึกตัว เป็นภาวะที่ปัสสาวะไหลซึมออกมาเอง โดยไม่มีความรู้สึกอยากปัสสาวะ
หลากหลายสาเหตุของโรคช้ำรั่ว
สาเหตุสำคัญคือความผิดปกติที่เกิดขึ้นทั้งในส่วนของการทำงาน และอวัยวะที่มีส่วนในการควบคุมการปัสสาวะ เช่น สมองและระบบประสาทที่ควบคุมการกลั้นและขับปัสสาวะ กระเพาะปัสสาวะท่อปัสสาวะ ระบบหูรูด กล้ามเนื้อในอุ้งเชิงกราน โดยมีสาเหตุต่าง ๆ กันในแต่ละกลุ่มอายุดังนี้
  • วัยเด็ก เกิดจากระบบควบคุมการปัสสาวะยังไม่เข้าที่และพฤติกรรม รวมทั้งอุปนิสัยบางอย่าง มักออกมาในรูปแบบของการปัสสาวะรดที่นอนตอนกลางคืน
  • วัยสาว มักเกิดจากอุปนิสัยที่ไม่เหมาะสม เช่น ดื่มน้ำน้อย กลั้นปัสสาวะบ่อย ๆ หรือเป็นเวลานาน ทำให้กระเพาะปัสสาวเกิดการบีบตัวผิดปกติ จนกลั้นปัสสาวะไม่อยู่
  • วัยกลางคน คนที่เคยตั้งครรภ์หรือเคยผ่าตัดมดลูกมาก่อน อาจมีการเสื่อมของหูรูดและการหย่อนยานของผนังช่องคลอด รวมทั้งบริเวณคอกระเพาะปัสสาวะ ทำให้บริเวณคอกระเพาะปัสสาวะปิดไม่สนิท จึงเกิดอาการปัสสาวะรั่วออกมา ในวัยสูงอายุและประจำเดือนหมดแล้ว ฮอร์โมนเพศหญิงจะลดลง ทำให้เยื่อบุในท่อปัสสาวะขาดความยืดหยุ่น ระบบการปิดกั้นของท่อปัสสาวะลดลง ทำให้ปัสสาวะรั่วซึมได้เช่นกัน
รักษาได้ยังไงบ้าง
การรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุของโรคว่า เกิดความบกพร่องที่อวัยวะในการควบคุมการปัสสาวะส่วนใด โดยทั่วไปมีอยู่ 3 วิธีคือ พฤติกรรมบำบัด การรักษาทางยา และการผ่าตัด ผู้ที่มีอาการไม่มากควรเริ่มจากการทำพฤติกรรมบำบัด นั่นคือ การฝึกกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานโดยการขมิบหูรูด ลักษณะเหมือนตอนที่กลั้นปัสสาวะ ทำอย่างน้อยวันละ 100 ครั้ง แล้วเพิ่มจำนวนครั้งขึ้นเรื่อย ๆ แต่ต้องใช้เวลานับเดือนกว่าจะเห็นผล และควรทำอย่างต่อเนื่องเพื่อลดการเกิดซ้ำ
บางครั้งก็อาจใช้ยาเข้าช่วย เช่น ยาช่วยในการบีบตัวของกล้ามเนื้อบริเวณท่อปัสสาวะ ยาลดการบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะ เป็นต้น หรือใช้อุปกรณ์ในการลดการรั่วซึมของปัสสาวะ เช่น อุปกรณ์สอดช่องคลอด เพื่อยกและกดบริเวณทางออกหรือคอของกระเพาะปัสสาวะไว้ หรืออุปกรณ์สอดใส่ท่อปัสสาวะ หรือการใช้ผ้าอนามัย เพื่อซับน้ำปัสสาวะที่รั่วซึมไว้ แต่ถ้ามีอาการมาก จำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัด เช่น ในกรณี ที่มีการหย่อนของคอกระเพาะปัสสาวะ จะทำการผ่าตัดเพื่อพยุงบริเวณคอกระเพาะปัสสาวะ และท่อปัสสาวะส่วนต้นไว้
ป้องกันได้ด้วย 4 วิธีง่าย ๆ
ถ้าไม่อยากถูกรบกวนจากภาวะเช่นนี้ นี่คือ 4 วิธีการที่ควรฝึกให้เป็นนิสัย เพื่อป้องกันไว้ก่อน
  • 1. ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว
  • 2. ไม่ควรกลั้นปัสสาวะบ่อย ๆ หรือนานเกินไป เพื่อป้องกันภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวผิดปกติ
  • 3. หลีกเลี่ยงภาวะที่ต้องใช้แรงเบ่งภายในช่องท้องมาก ๆ และอาการท้องผูก
  • 4. ออกกำลังกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานโดยการขมิบหูรูดเป็นประจำ เพื่อเพิ่มความกระชับและยังช่วยให้ระบบการขับถ่ายดียิ่งขึ้นด้วย
สีปัสสาวะ...ก็บอกสุขภาพได้นะ
  • ปัสสาวะสีอมแดง อาจเกิดจากการรับประทานอาหารอะไรที่เป็นสีทำนองนี้ แต่ถ้าแน่ใจว่าไม่ได้กินอะไรใกล้เคียงกับสีแดงเลย สีแดงนั้น ก็อาจเป็นเลือดที่ขับออกมาจากไต หรือกระเพาะปัสสาวะอาจอักเสบ หรือไม่ก็อาจจะมีอะไรในร่างกายที่ฉีกขาดเป็นแน่ ควรรีบปรึกษาแพทย์โดยด่วน
ปัสสาวะสีน้ำตาล อาจเกิดจากการรับประทานถั่วในปริมาณที่มาก หรืออาจจะเป็นลิ่มเลือดที่ปนออกมาก็ได้ ทางที่ดีควรปรึกษาแพทย์
  • ปัสสาวะสีเหลือง ถ้าปัสสาวะเป็สีเหลืองอ่อน เป็นไปได้ว่าวันนั้นร่างกาย จะได้รับวิตามินบี 2 มากเกินไปความต้องการจนต้องขับออกมา แต่ถ้าเป็นสีเหลืองเข้มก็หมายความว่าคุณดื่มน้ำน้อยเกินไปแล้ว แต่ถ้ามั่นใจว่าดื่มน้ำเยอะแล้ว แต่ปัสสาวะยังเป็นสีเหลืองเข้มอยู่ ก็คงต้องรีบปรึกษาแพทย์
  • ปัสสาวะมีสีขุ่น ให้ลองดื่มน้ำส้มดูว่าหายหรือไม่ ถ้าไม่หายอาจเนื่องมาจากากรติดเชื้อบางอย่างก็ได้ อาการอย่างนี้ควรปรึกษาแพทย์
  • ปัสสาวะสีส้ม อาจเป็นผลข้างเคียงที่เกิดจากการใช้ยาโพริเดียม ที่ใช้นการรักษาโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ
  • ปัสสาวะสีน้ำเงิน หากคุณกินยาแก้อาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ซึ่งในยามีส่วนผสมของสารเมธีลีน และขับออกมาทางปัสสาวะ ปัสสาวะก็อาจมีสีออกฟ้า ๆ ได้

กระเพาะปัสสาวะบีบตัวมากเกินปกติ
หลายท่านโดยเฉพาะผู้ที่สูงอาย ุและเป็นผู้หญิงมีอาการปวดปัสสาวะมากจนกระทั่งกลั้นปัสสาวะแทบจะไม่อยู่ จนไปห้องน้ำไม่ทัน บางท่านมีอาการปัสสาวะราดก็มี เมื่อไปตรวจกับแพทย์ แพทย์บอกตรวจไม่พบความผิดปกติและให้ยาแก้อักเสบ สักพักอาการก็กลับเป็นใหม่ เป็นอย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นมาเป็นเดือน อาการเหล่านี้เรียก กระเพาะปัสสาวะบีบตัวมากเกินปกติ( Overactive Bladder)

คำนิยามของโรค
กระเพาะปัสสาวะบีบตัวมากเกินปกติ( Overactive Bladder) เป็นกลุ่มอาการที่ประกอบไปด้วยอาการอยากปวดปัสสาวะ อาจจะมีกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ด้วยก็ได้ มีอาการปัสสาวะบ่อย(มากกว่าวันละ 8 ครั้ง/วัน) ปัสสาวะกลางคืน(มากกว่า 2 ครั้ง/คืน) โดยที่ตรวจไม่พบสาเหตุสรุปอาการที่สำคัญคือ
  • ปัสสาวะบ่อย
  • ปวดมากจนต้องรีบไปปัสสาวะ
  • ปัสสาวะเร็ด
โรคหรือภาวะที่ทำให้เกิดอาการเหมือนกระเพาะปัสสาวะบีบตัวมากเกินปกติ ตามตารางที่นี่
ทางเดินปัสสาวะ
 ภาวะกลไกการแก้ไข
การติดเชื้อการอักเสบทำให้กระตุ้นปลายประสาทเกิดอาการ อยากปัสสาวะ
ให้รักษาการติดเชื้อก่อน
ทางเดินปัสสาวะอุดกั้นการอุดกลั้นทำให้กล้ามเนื้อไวต่อการบีบตัว
การผ่าตัด
กล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะบีบตัวอ่อนแรงการที่มีปัสสาวะในกระเพาะปัสสาวะ ทำให้กระเพาะปัสสาวะมีความจุลดลง
หลีกเลี่ยงยาที่ลดการบีบตัวของ กล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะ
ให้กดบริเวณหัวเหน่าเมื่อปัสสาวะ
ใส่สายสวนปัสสาวะเป็นครั้งคราว
 มีความผิดปกติในกระเพาะปัสสาวะ (เช่นเนื้องอก นิ่ว)ความผิดปกติทำให้กระเพาะปัสสาวะ ไวต่อการกระตุ้น ตรวจหาสาเหตุและรักษา 
 ผู้หญิง  
ขาด estrogenมีการอักเสบของช่องคลอดและท่อปัสสาวะใช่ยา estrogen ทาช่องคลอด
หุรูดอ่อนแรง
มีการรั่วของปัสสาวะทำให้เกิดการระคายเคือง
กล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะ บีบตัวแรงกว่ากล้ามเนื้อหูรูด
ใช้ยา estrogen ทาช่องคลอด
การผ่าตัด
ผู้ชาย
ต่อมลูกหมากโตต่อมลูกหมากโต กระตุ้นให้กล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะบีบตัว
ต่อมลูกหมากโต กระตุ้นให้กล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะบีบตัว
ประเมินและรักษาต่อมลูกหมากโต
การใช้ยา alpha adrenergic blocking
5 alpha Reductase inhibitor เพื่อลดขนาดของต่อมลูกหมาก
การผ่าตัด

งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์

สาระน่ารู้อื่นๆ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.

Popular Posts