แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความดันสูง ความดันต่ำ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความดันสูง ความดันต่ำ แสดงบทความทั้งหมด
สมุนไพร ที่ใช้ลดความดันโลหิตสูง มีหลาก หลายสูตร อยู่ที่ผู้นำไปปฏิบัติได้ผลดีกับสูตรไหน สามารถใช้ได้ต่อเนื่อง ไม่อันตรายอะไร หลายคนโทรศัพท์แจ้งผลให้ทราบ ทำให้มีกำลังใจและมีสูตรใหม่แนะนำอีกคือ ให้เอาต้น “โคกกระออม” มีขึ้นตามที่รกร้างทั่วไปทั้งต้นรวมรากแบบสดครึ่งกิโลกรัมต้มกับน้ำ 1 ลิตรจนเดือด 10 นาที ดื่มต่างน้ำทุกครั้งที่หิวน้ำ ต้มกินจนยาจืดแล้วเปลี่ยนตัวยาใหม่ เมื่อความดันโลหิตลดลงแล้ว หยุดกินหรือกินบ้างหยุดบ้าง 2–5 วันครั้ง
โคกกระออม BALLOON VINE, HEART-PEA, CARDIOSPERMUM HALICA-CABUM LINN. อยู่ในวงศ์ SAPINDACEAE เป็นไม้เลื้อยล้มลุก ดอกสีเหลือง “ผล” สีเขียวพองลม เป็นสัน 3 สัน เมล็ดกลม สีดำ ใบสด ต้มน้ำดื่มแก้หืด เถาสด ต้มดื่มแก้ไอ ดอกสดขับโลหิต ผลดิบ ดับพิษไฟลวก น้ำคั้นรากสด หยอดตาแก้ตาต้อ สารสกัดจากใบ ทดลองกับหนูขาว สามารถลดความดันโลหิตและการอักเสบได้
ครับ หนังสือ “สมุนไพรไม้ดอกไม้ประดับหายาก” เล่มที่ 5 ของ “นายเกษตร” พิมพ์จำนวนจำกัดหมดแล้วหมดเลย ไม่วางขายที่ไหน ราคาเล่มละ 600 บาท บวกค่าส่งกลับเล่มละ 30 บาท ส่งธนาณัติซื้อสั่งจ่าย “คุณนงลักษณ์ ศรีอัชรานนท์” ตู้ ปณ.48 ปณ.สามแยก ลาดพร้าว กทม. 10901 หรือสอบถามผลิตภัณฑ์สมุนไพร แห้วหมูแคปซูล ลดความดันโลหิต, เพชรสังฆาตแคปซูล แก้ริดสีดวงทวาร, กระเทียมโทนแคปซูล สูตรแก้หอบหืด แก้ไอจากหอบหืด แก้ถุงลมโป่งพอง, ว่านชักมดลูกแคปซูล แก้น้ำคาวปลา ดับกลิ่นเหม็น แก้ต่อมลูกหมากอักเสบ ไส้เลื่อนในบุรุษ, ตรีผลาแคปซูล ลดไขมันในเส้นเลือด ลดไตรกลีเซอไรด์, ดีบัวแคปซูล ช่วยขยายหลอด เลือดไปเลี้ยงสมอง หัวใจ, ยาต้มคลายเส้นไม้เท้าเฒ่าอาลี แก้ปวดเมื่อย แก้เกาต์ ลดเบาหวาน บำรุงไต, คอลลาเจนบริสุทธิ์ เป็นผงทาหน้าช่วยให้ผิวหน้ากระชับ, ครีมโลดทนง รักษาสิวฝ้ารูขุมขนตีบลง, โทนเนอร์เช็ดหน้า ขจัดสิ่งตกค้างจากรูขุมขน, ข่อยขัดรักแร้ ดับกลิ่นเต่า รักแร้หายคล้ำ, ผงยาโบราณ ทาแก้สินแผ่นหลังตุ่ม หนองใส และอื่นๆ โทร.0–2275–2692 ครับ.
ที่มาจาก : ไทยรัฐ “นายเกษตร”
คนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง จะมีอาการอย่างไร
ระดับความรุนแรง
ระดับที่ 1 ความดันโลหิตสูงระยะเริ่มแรก ค่าความดันโลหิต ระหว่าง 140-159/90-99 มม.ปรอท
ระดับที่ 2 ความดันโลหิตสูงระยะปานกลาง ค่าความดันโลหิต ระหว่าง 160-179/100-109 มม.ปรอท
ระดับที่ 3 ความดันโลหิตสูงระยะรุนแรง ค่าความดันโลหิต มากกว่า 180/110 มม.ปรอท
การวัดความดันโลหิตควรจะวัดขณะนอนพัก ควรวัดซ้ำ 2-3 ครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นความดันโลหิตสูงจริงๆ

อาการของผู้ป่วย
ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงอาจจะไม่มีอาการใดๆ เลย หรืออาจจะพบว่ามีอาการปวดศีรษะ มึนงง เวียนศีรษะ และเหนื่อยง่ายผิดปกติ อาจมีอาการแน่นหน้าอกหรือนอนไม่หลับ
ความดันโลหิตสูงอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ 2 กรณีด้วยกันคือ
  • กรณีที่ 1 ภาวะแทรกซ้อนจากความดันโลหิตสูงโดยตรง ได้แก่ภาวะหัวใจวายหรือหลอดเลือดในสมองแตก
  • กรณีที่ 2 ภาวะแทรกซ้อนจากหลอดเลือดแดงตีบหรือตัน เช่น กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน หรือเรื้อรัง ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ อาจจะทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ หลอดเลือดสมองตีบ เกิดอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือหลอดเลือดแดงในไตตีบมากถึงขั้นไตวายเรื้อรังได้
จากข้อมูลทางการแพทย์ระบุไว้ว่า ผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงและไม่ได้รับการรักษาจะเสียชีวิตจากหัวใจวายถึง 60-75 % , เสียชีวิตจากเส้นเลือดในสมองอุดตัดหรือแตก 20-30 % และเสียชีวิตจากไตวายเรื้อรัง 5-10 %
ข้อควรปฏิบัติเมื่อมีความดันโลหิตสูง
ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ตัวอย่างเช่น การเดินเร็วๆ วิ่งเหยาะ หรือว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน ควรออกกำลังกายประมาณ 15-20 นาที อย่างน้อย 3-6 ครั้ง/สัปดาห์
  • ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเค็มจัด เพื่อลดปริมาณเกลือซึ่งจะทำให้ความดันโลหิตสูงได้
  • ลดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และงดสูบบุหรี่
  • ลดความเครียดของงานและภาวะแวดล้อม
  • ลดน้ำหนักตัว โดยเฉพาะในรายที่น้ำหนักเกินมาตรฐาน ความอ้วนถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของโรคความดันโลหิตสูง
  • รับประทานยาและพบแพทย์สม่ำเสมอ เพื่อตรวจวัดความดันโลหิตและปรับยาให้เหมาะสม

อาหารกับโรคความดันโลหิตสูง
แนะเลี่ยงเค็มจัด ทานให้ครบ 5 หมู่

โรคความดันโลหิตสูงอาจเกิดได้จาก 2 สาเหตุใหญ่
  • สาเหตุแรก คือ เกิดจากโรคของอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย เช่น โรคหัวใจ โรคตับ โรคไต โรคของต่อมฮอร์โมน โรคหลอดเลือด ฯลฯ เป็นต้น
  • ส่วนกลุ่มที่สองนั้นเป็นกลุ่มที่ยังหาสาเหตุไม่ได้ หรือเรียกตามศัพท์ทางการแพทย์ว่าเป็นกลุ่ม Idiopathic

ผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงที่เกิดจากความผิดปกติของอวัยวะต่างๆ ในร่างกายดังยกตัวอย่างไว้ในข้างต้นแล้วนั้น จำเป็นต้องปรึกษาแพทย์ประจำตัวหรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคนั้นๆ ว่า ควรจะมีข้อปฏิบัติหรือข้อห้ามในการรับประทานอาหารให้เหมาะสมกับโรคอย่างไร ซึ่งจำเป็นต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ส่วนในกลุ่มที่ไม่ทราบสาเหตุ (Idiopathic) นั้น การปฏิบัติตัวเรื่องอาหารควรเน้นถึงความสำคัญในการควบคุมและเลือกรับประทานอาหารให้เหมาะสมเช่นเดียวกัน เพราะการรับประทานอาหารผิดอย่างต่อเนื่องมีผลในทางลบได้เสมอ

ดังนั้นการเรียนรู้เรื่องของอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ควรรับประทานและควรหลีกเลี่ยงจึงจำเป็นอย่างยิ่งทีเดียว ซึ่งผลของการรับประทานอาหารจะมีผลทำให้ความดันโลหิตเพิ่มขึ้น นั่นหมายถึงว่าการดูแลตนเองของผู้ป่วยไม่ดี ซึ่งหากปล่อยให้มีภาวะความดันโลหิตสูงนาน ๆ จะมีผลทำให้เสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ หัวใจวาย และไตวาย จนถึงแก่ชีวิตในที่สุด

อาหารที่ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงควรหลีกเลี่ยงก็คือ อาหารเค็มจัด ไม่ว่าจะเค็มจากกะปิ น้ำปลา ซอส ไข่เค็ม ปลาเค็ม หรือผักกาดดองต่างๆ ก็ตาม นอกจากนี้ควรงดอาหารที่เติมซอสหรือน้ำปลาในอาหารที่รับประทานด้วย ควรฝึกตนเองให้เป็นสุขนิสัยโดยค่อยๆ ลดปริมาณเกลือลงเรื่อยๆ จนกระทั่งไม่รู้สึกอยากอาหารเค็มมากเท่ากับเมื่อก่อน

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงนอกจากอาหารเค็มที่เห็นชัดแล้วควรหลีกเลี่ยงอาหารต่อไปนี้ด้วย เพราะอาหารเหล่านี้มีโซเดียมสูง ซึ่งได้แก่ น้ำอัดลม ขนมปังกรอบ ขนมปัง ขนมอบที่ต้องใช้ผงฟู เนยที่มีรสเค็ม น้ำสลัดและมายองเนสสำเร็จรูป อาหารที่ใส่น้ำตาลเทียม อาหารที่ใส่ผงชูรส เป็นต้น รวมทั้งเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เช่น เหล้า เบียร์และไวน์ ซึ่งมีผลร้ายโดยตรงทั้งหัวใจและหลอดเลือดยกเว้นแต่การดื่มแต่เพียงเล็กน้อย ซึ่งมีส่วนกระตุ้นให้อยากอาหารมากขึ้น และทำให้หัวใจสูบฉีดโลหิตแรงขึ้นด้วย

อาหารที่ควรรับประทานได้แก่ อาหารหลัก 5 หมู่ ซึ่งได้แก่ นม ไข่ เนื้อสัตว์ต่างๆ ถั่วเมล็ดแห้งและงา ข้าว แป้ง เผือกมัน น้ำตาล พืชผักผลไม้ต่างๆ เป็นต้น ซึ่งการรับประทานอาหารต่างๆ นั้นควรบริโภคให้หลากหลายไม่ซ้ำซาก การกินอาหารบางชนิดทุกวัน อาจทำให้ได้รับสารอาหารบางประเภทไม่เพียงพอหรือมากเกินไป จนเกิดโทษแก่ร่างกายและมีผลต่อโรคภัยไข้เจ็บ

โรคความดันโลหิตสูง (Hypertension)
โรคความดันโลหิตสูง  หมายถึง ระดับความดันโลหิต 140/90 มม.ปรอท หรือมากกว่าซึ่งจะเป็นค่าบนหรือค่าล่างก็ได้
 ตารางที่ 1  ระดับความดันโลหิตสูง (มม.ปรอท)  จำแนกตามความรุนแรงในกลุ่มคนอายุ  18 ปีขึ้นไป
Category
SBP
-
DBP
Optimal
< 120
และ
< 80
Normal
120 – 129
และ /หรือ
80 - 84
High Normal
130 – 139
และ /หรือ
85 - 89
Grade 1 Hypertension (mild)
140 – 159
และ /หรือ
90 - 99
Grade 2 Hypertension (moderate)
160 – 179
และ /หรือ
100 - 109
Grade 3 Hypertension (severe)
> 180
และ /หรือ
> 110
Isolated Systolic Hypertension
> 140
และ
< 90
หมายเหตุ   SBP : Systolic Blood Pressure ,  DBP : Diastolic Blood Pressure  เมื่อความรุ่นแรงของ SBP และ DBP อยู่ต่างระดับกัน ให้ถือระดับที่รุนแรงกว่าเป็นเกณฑ์ สำหรับ Isolated Systolic Hypertension ก็แบ่งระดับความรุนแรงเหมือนกันโดยใช้แต่ SBP
สาเหตุ  มากกว่าร้อยละ 90 ของผู้ป่วยความดันโลหิตสูงจะไม่ทราบสาเหตุ แต่เชื่อว่าเกิดจาก 2 ปัจจัยใหญ่ คือ
  1.กรรมพันธุ์  พบว่าผู้ที่มีบิดาหรือมารดาเป็นความดันโลหิตสูงมีโอกาสเป็นความดันโลหิตสูงได้มากกว่าผู้ที่บิดามารดาไม่เป็น
  2.สิ่งแวดล้อม  ซึ่งสามารถแก้ไขได้ เช่น ภาวะอ้วน เบาหวาน การรับประทานอาหารเค็ม ดื่มสุรา สูบบุหรี่ ภาวะเครียด
อาการ 
  1. ความดันโลหิตสูงระดับอ่อน หรือปานกลางไม่มีอาการใดๆ แต่มีการทำลายอวัยวะต่างๆ ไปที่ละน้อย  จนเกิดผลแทรกซ้อนตามมา 
  2. ความดันโลหิตสูงในระดับรุนแรง อาจมีอาการเลือดกำเดาไหล ตามองไม่เห็นชั่วขณะ เหนื่อยง่าย เจ็บหน้าอก เวียนศรีษะ แต่อาการเหล่านี้ไม่จำเพาะ ถ้ามีอาการผิดปกติควรปรึกษาแพทย์
ผลแทรกซ้อน
  1. หัวใจ  ทำให้หัวใจโต  และหลอดเลือดหัวใจหนาตัวและแข็งตัวขึ้นได้
  2. สมอง  ทำให้เกิดอาการอัมพฤกษ์ และอัมพาท
  3. ไต  มีผลทำให้ไตเสื่อมสมรรถภาพจนถึงขั้นไตวายเรื้อรัง
  4. ตา  มีผลทำให้เลือดออกที่จอตา หลอดเลือดเล็กๆ ที่จอตาอุดตัน หรือ จนตาหลุดลอกได้
  5. หลอดเลือด  ทำให้หลอดเลือดตีบแคบ หรือโป่งพองได้
ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด
  1. ระดับความรุนแรงของ SBP และ DBP (ระดับที่ 1-3)
  2. ระดับของ Pulse pressure (ในผู้สูงอายุ) > 90 มม.ปรอท
  3. ชายอายุ  > 55 ปี / หญิงอายุ  > 65 ปี
  4. สูบบุหรี่
  5. ระดับไขมันในเลือดผิดปกติ Total Cholesterol > 190 มก./ดล. หรือ  LDL-C > 115 มก./ดล.  หรือระดับ HDL-C < 40 มก./ดล. ในชายและ < 46 มก./ดล.  ในหญิง หรือระดับ Triglyceride > 150 มก./ดล.
  6. FPG 100 – 125 มก./ดล.
  7. Glucose Tolerance Test ผิดปกติ
  8. ประวัติการเกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือดในบิดา มารดา หรือพี่น้อง ก่อนเวลาอันสมควร (ชายเกิดก่อนอายุ 55 ปี และ หญิงเกิดก่อนอายุ 65 ปี)
  9. อ้วนลงพุง เส้นรอบเอว > 90 ซม. ในเพศชาย และ  > 80 ซม. ในเพศหญิง
การรักษาโรคความดันโลหิตสูง
1. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ให้ทำทุกรายแม้ในรายที่ยังไม่เป็น โรคความดันโลหิตสูงก็อาจป้องกันหรือชะลอการเป็นโรคความดันโลหิตสูงได้
2. การให้ยาลดความดันโลหิต ไม่จำเป็นต้องเริ่มยาทุกราย และผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง บางรายอาจไม่ต้องใช้ยาก็ได้ หากสามารถควบคุมระดับความดันโลหิตได้โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
การรักษาโดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม 
ต้องทำในผู้ป่วยทุกรายที่ได้รับวินิจฉัยว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงและช่วยลดความดันโลหิตได้บ้าง (ตารางที่ 2) ทำให้สามารถลดปริมาณการใช้ยาลดความดันโลหิต
ข้อแนะนำ:  ในการทำให้ผู้ป่วยติดตามการรักษาอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง
  1. ให้สังเกตสิ่งบอกเหตุที่บ่งชี้ว่าผู้ป่วยจะไม่ติดตามการรักษาและรับประทานยาต่อเนื่อง
  2. ตั้งเป้าหมายของการรักษากล่าวคือ ลดระดับความดันโลหิตลงให้เป็นปกติ โดยให้เกิดฤทธิ์ที่ไม่พึงประสงค์จากยาน้อยที่สุดหรือไม่มีเลย
  3. ติดต่อกับผู้ป่วยอย่างสม่ำเสมอ โดยพิจารณาใช้โทรศัพท์ หรือ E-mail  เป็นต้น
  4. พยายามทำให้การดูแลผู้ป่วยไม่แพงและเรียบง่าย
  5. ส่งเสริมการปรับพฤติกรรม
  6. พยายามสอดแทรกการรับประทานยาเข้าไปในกิจวัตรประจำวันของผู้ป่วย
  7. ให้พิจารณาการใช้ชนิดของยาตามหลักเภสัชศาสตร์ ปัจจุบันนิยมให้ยาที่ออกฤทธิ์ยาว
  8. ให้พิจารณายุดการรักษาที่ไม่ประสพผลสำเร็จและหาทางเลือกอื่น
  9. ให้คำนึงถึงฤทธิ์ไม่พึงประสงค์ของยา โดยปรับชนิดของยาและให้ยาที่จะป้องกันหรือก่อให้เกิดฤทธิ์ไม่พึงประสงค์น้อยที่สุด
  10. ค่อยๆ เพิ่มขนาดยาที่มีประสิทธิภาพและไม่ก่อให้เกิดฤทธิ์ที่ไม่พึงประสงค์จนได้ขนาดยาที่เพียงพอเพื่อให้ได้ระดับความดันโลหิตเป้าหมาย
  11. ส่งเสริมให้ผู้ป่วยและญาติมีทัศนคติที่ดีและความเข้าใจถูกต้องต่อการรักษาตลอดจนถึงความสำคัญที่จะต้องควบคุมให้ได้ถึงระดับความดันโลหิตเป้าหมาย
  12. พิจารณาให้บุคลากรทางการแพทย์ที่ได้รับการฝึกอบรมอย่างดีแล้วมาช่วยในกระบวนการดูแลรักษาผู้ป่วย

โรคความดันโลหิตสูง เพชฌฆาตเงียบที่ต้องระวัง
โรคความดันโลหิตสูง (Hypertension) เป็นหนึ่งในโรคที่คนปัจจุบันเป็นกันมาก และคนส่วนใหญ่ก็ไม่รู้ตัวว่าเป็น โรคความดันโลหิตสูง แต่หากปล่อยให้เป็น โรคความดันโลหิตสูง ไปนาน ๆ อาจนำมาซึ่งโรคร้ายอื่น ๆ ตามมาอีกมากมาย วันนี้ กระปุกดอทคอม มีข้อมูลดี ๆ เกี่ยวกับ โรคความดันโลหิตสูง มาบอกเพื่อเป็นความรู้กันค่ะ

อย่างไรจึงเรียกว่า โรคความดันโลหิตสูง
โดยปกติทุกคนจะมีความดันโลหิต ที่จะคอยผลักดันเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย ซึ่งอัตราปกติหัวใจของคนเราจะเต้นอยู่ประมาณ 60-80 ครั้ง ความดันก็จะเพิ่มขณะที่หัวใจบีบตัวและลดลงขณะที่หัวใจคลายตัว ทั้งนี้ โดยปกติคนจะมีระดับความดันโลหิต 120/80-139/89 มิลลิเมตรปรอท แต่องค์การอนามัยโลกได้กำหนดไว้ว่า หากใครมีความดันโลหิตสูง 140/90 มิลลิเมตรปรอท ถือว่าเป็น โรคความดันโลหิตสูง
อย่างไรก็ตาม ความดันโลหิตของคนไม่เท่ากันตลอดเวลา เพราะขึ้นอยู่กับสิ่งต่าง ๆ เช่น สภาพแวดล้อม ท่าทาง อากัปกิริยา เช่น หากวัดความดันโลหิตในท่านอน จะมีค่าสูงกว่าท่ายืน รวมทั้งช่วงเวลาระหว่างวัน จิตใจ อารมณ์ ความเครียด อายุ เพศ ฯลฯ ก็เป็นสาเหตุให้ระดับความดันเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
ทั้งนี้ โรคความดันโลหิตสูง เป็นโรคที่พบได้บ่อยในปัจจุบัน แต่คนกว่า 70% มักไม่รู้ตัวว่าเป็นโรคนี้ ทำให้ไม่ได้รับการรักษาหรือการปฏิบัติตนอย่างถูกต้องเหมาะสม แต่เมื่อเริ่มมีอาการแล้วจึงเริ่มใส่ใจรักษา ซึ่งบางครั้งก็อาจไม่ทันท่วงที
โรคความดันโลหิตสูง นำไปสู่โรคร้ายอะไร
ผู้ที่เป็น โรคความดันโลหิตสูง จะมีความดันโลหิตเลี้ยงไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกายไม่สม่ำเสมอ ซึ่งนำมาสู่โรคต่าง ๆ เช่น โรคหลอดเลือดในสมองตีบ โรคหลอดเลือดหัวใจและกล้ามเนื้อหัวใจ โรคไตวาย เส้นเลือดแดงใหญ่โป่งพอง อัมพาต อัมพฤกษ์ ฯลฯ ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตโดยเฉียบพลันได้
ระดับความรุนแรงของ โรคความดันโลหิตสูง
ความรุนแรงของ โรคความดันโลหิตสูง แบ่งเป็น 3 ระยะคือ
  • ระดับที่ 1 ความดันโลหิตสูงระยะเริ่มแรก ค่าความดันโลหิต ระหว่าง 140-159/90-99 มม.ปรอท
  • ระดับที่ 2 ความดันโลหิตสูงระยะปานกลาง ค่าความดันโลหิต ระหว่าง 160-179/100-109 มม.ปรอท
  • ระดับที่ 3 ความดันโลหิตสูงระยะรุนแรง ค่าความดันโลหิต มากกว่า 180/110 มม.ปรอท
ทั้งนี้ การวัดความดันโลหิตควรจะวัดขณะนอนพัก และควรวัดซ้ำ 2-3 ครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นความดันโลหิตสูงจริง ๆ
สาเหตุของ โรคความดันโลหิตสูง
สาเหตุของการเป็นโรคความดันโลหิตสูง ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่ส่วนใหญ่จะพบ โรคความดันโลหิตสูง ในกลุ่มคนที่อายุ 40 ปีขึ้นไป และผู้ที่มีอาการป่วยบางประเภท เช่น อาการป่วยเกี่ยวกับสมอง ต่อมหมวกไต และต่อมไร้ท่อบางประเภท รวมทั้งโรคเรื้อรังอื่น ๆ ที่ทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น เช่น โรคโลหิตจางอย่างรุนแรง เบาหวาน เป็นต้น
อาการของผู้เป็น โรคความดันโลหิตสูง
ปกติแล้วผู้ป่วย โรคความดันโลหิตสูง มักไม่ปรากฎอาการใด ๆ ให้ทราบ อาจพบอาการปวดศีรษะ มึนงง เวียนศีรษะ เหนื่อยง่ายผิดปกติ อาจมีอาการแน่นหน้าอก หรือนอนไม่หลับ สูญเสียความจำ สับสน มึนงง ซึ่งล้วนเป็นอาการเล็ก ๆ น้อย ๆ นั่นจึงทำให้คนไม่เอะใจ จึงไม่ได้รับการรักษา และควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในระดับเหมาะสม ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงตามมาได้
ภาวะแทรกซ้อนของ โรคความดันโลหิตสูง
โรคความดันโลหิตสูง อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ 2 กรณีคือ
1.ภาวะแทรกซ้อนจาก โรคความดันโลหิตสูง โดยตรง คือ
ภาวะหัวใจวาย ที่เกิดจากหัวใจทำงานหนักขึ้น ทำให้ผนังหัวใจหนาตัว เกิดหัวใจโต และหัวใจวายตามมา
หลอดเลือดในสมองแตก หรือตีบตัน
2.ภาวะแทรกซ้อนจากหลอดเลือดแดงตีบ หรือตัน เช่น กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน หรือเรื้อรัง ซึ่งจะส่งผลให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ รวมทั้งหลอดเลือดสมองตีบ เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต ไตวายเรื้อรังจากการที่เลือดไปเลี้ยงไตไม่เพียงพอได้ รวมทั้งอาการตาบอด ที่เมื่อเป็นโรคความดันโลหิตสูง อาจทำให้หลอดเลือดแดงในตาค่อย ๆ เสื่อมลง จนอาจมีเลือดออกที่จอตา ทำให้ประสาทตาเสื่อมจนตาบอดได้
ทั้งนี้ มีข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่า ผู้ป่วน โรคความดันโลหิตสูง หากไม่ได้การรักษา อาจเสี่ยงต่อการเสียชีวิตด้วยอาการหัวใจวาย 60-75%, เสียชีวิตจากเส้นเลือดในสมองอุดตัน หรือแตกราว 20-30% และเสียชีวิตจากไตวายเรื้อรัง 5-10%
ปัจจัยเสี่ยงต่อ โรคความดันโลหิตสูง
  • พันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม พบว่า คนประมาณ 30-40% ที่บิดามารดาเป็นโรคความดันโลหิตสูง จะมีแนวโน้มเป็นโรคความดันโลหิตสูงได้มากกว่า คนที่ไม่มีประวัติในครอบครัว
  • ความเครียด หากคนมีความเครียดสูง อาจทำให้ความดันโลหิตสูงไปด้วย
  • อายุ โดยปกติเมื่ออายุมากขึ้น ความดันโลหิตจะสูงขึ้นตามไปด้วย แต่สำหรับโรคความดันโลหิตสูง มักพบในผู้ที่อายุ 40-50 ปีขึ้นไป แต่ในอายุต่ำกว่านี้ก็สามารถพบได้เช่นกัน
  • เพศ มักพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังวัยหมดประจำเดือน
  • รูปร่าง มักพบในผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกิน หรือคนอ้วนมากกว่าคนผอม
  • เชื้อชาติ มักพบในคนอเมริกัน เชื้อสายแอฟริกา หรือกลุ่มผิวสี
  • พฤติกรรมการกิน ผู้ที่ชอบทานเค็ม ทานเกลือ มักมีโอกาสเป็นโรคความดันโลหิตสูงมากกว่าคนปกติ
  • สภาพภูมิศาสตร์ ผู้ที่อาศัยอยู่ในเมืองมักมีโอกาสเป็นมากกว่าผู้ที่อยู่อาศัยในชนบท เพราะมีความเครียด และสภาพแวดล้อมที่วุ่นวายรบกวนจิตใจอารมณ์มากกว่า
การรักษา โรคความดันโลหิตสูง
สามารถทำได้ 2 ทางคือ การใช้ยา และไม่ใช้ยา โดยในผู้ป่วย โรคความดันโลหิตสูง ที่เริ่มรู้ตัวว่าเป็น แพทย์จะสามารถรักษา โรคความดันโลหิตสูง ได้ โดยป้องกันไม่ให้เกิดโรคแทรกซ้อน แต่สำหรับผู้ที่มีโรคแทรกซ้อนร่วมด้วย แพทย์จะต้องให้ยา และพยายามควบคุมระดับความดันให้อยู่ในเกณฑ์ที่ปกติ
การป้องกัน และข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้ที่เป็น โรคความดันโลหิตสูง
  • ผู้ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป ควรตรวจวัดความดันโลหิตสูงอย่างสม่ำเสมอ
  • หลีกเลี่ยงอาหารเค็มจัด เพราะเกลือจะทำให้ความตึงตัวของผนังหลอดโลหิตแดงเพิ่มขึ้น
  • หลีกเลี่ยงอาหารกลุ่มไขมันจากสัตว์ เช่น กะทิ เนื้อสัตว์ รวมทั้งอาหารกลุ่มแป้งและน้ำตาลขัดขาวทุกชนิด เพราะจะทำให้น้ำหนักตัว และระดับไขมันในเลือดเพิ่มขึ้น
  • งดสูบบุหรี่ และงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาจดื่มได้ในปริมาณพอเหมาะ คือ วิสกี้ 2 ออนซ์ หรือ ไวน์ 8 ออนซ์
  • พยายามควบคุมน้ำหนักตัว ไม่ให้อ้วนมากเกินไป เพราะความอ้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงให้เกิดโรคความดันโลหิตสูงได้
  • ออกกำลังกายให้พอควรและสม่ำเสมอ ด้วยการเดินเร็ว ๆ วิ่งเหยาะ ๆ หรือปั่นจักรยาน ประมาณ 15-20 นาที อย่างน้อย 3-6 ครั้งต่อสัปดาห์
  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • ทำจิตใจให้เบิกบาน ไม่เครียด
เคล็ดลับวิธีลดความดันโลหิตสูง
นอกจากการรักษาและป้องกันแล้ว เราสามารถลดระดับความดันโลหิตได้ ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้
  • ลดปริมาณเกลือ ด้วยการหันมาทานอาหารที่มีธาตุโพแทสเซียม และแมกนีเซียม ซึ่งมีมากในผักและผลไม้สด อย่าง กล้วย มันฝรั่ง และผักใบเขียวต่าง ๆ
  • ดื่มน้ำสมุนไพร เช่น ขึ้นฉ่าย กระเจี๊ยบแดง และบัวบก
  • ผ่อนคลายความเครียดด้วยการฟังเพลง
  • ใช้น้ำมันหอมระเหยกลิ่นต่าง ๆ ช่วยผ่อนคลายอารมณ์และความเครียด
  • นั่งสมาธิ วันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 20 นาที จะช่วยรักษาระดับความดันโลหิตได้

การรักษาโรคความดันโลหิตสูง
ประโยชน์จากการรักษาโรคความดันโลหิต
พบว่าการลดความดันโลหิต จะสามารถลดโรคแทรกซ้อนโรคหลอดเลือดสมองได้ร้อยละ 30-35% และสามารถลดโรคแทรกซ้อนโรคเส้นเลือดหัวใจตีบได้ 20-25% และลดโรคหัวใจวายได้ 50 %
เนื่องจากโรคความดันโลหิตสูงมักจะไม่มีอาการ ผู้ป่วยบางรายมาพบแพทย์เมื่อมีโรคแทรกซ้อนแล้วเช่น ไตวาย หัวใจวายเป็นต้น การตรวจวัดความดันประจำปีจะช่วยให้เรารักษาผู้ป่วยได้เร็วขึ้น การพิจารณาให้การรักษาผู้ป่วยความดันโลหิตสูงขึ้นกับปัจจัยหลายอย่างเช่น ระดับความดันโลหิต โรคต่างๆที่พบร่วม ปัจจัยเสี่ยงต่างที่เป็นดังแสดงในตารางข้างล่าง

ปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจ(1)
โรคร่วมต่างๆที่เป็นอยู่(2)
การสูบบุหรี่
กล้ามเนื้อหัวใจหนา
ไขมันในเลือดสูง
เคยเป็นหลอดเลือดหัวใจตีบ
โรคเบาหวาน
เคยผ่าตัดเปลี่ยนหลอดเลือดหัวใจ
หญิงอายุมากกว่า 65 ปี ชายมากกว่า 55 ปี
หัวใจวาย
อ้วนดัชนีมวลกายมากกว่า 30
เคยเป็นอัมพาต
ประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจ(หญิงก่อน 65 ชายก่อน 55)
โรคไต
ความดันโลหิตสูง
หลอดเลือดขาตีบ
ผู้ที่ไม่ออกกำลังกาย
มีการเปลี่ยนแปลงทางตา
พบไข่ขาวในปัสสาวะ 
เมื่อพิจารณาถึงปัจจัยเสี่ยงและโรคที่พบร่วมก็จะจัดผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงออกเป็น 3 กลุ่มดังนี้
  • กลุ่ม A ผู้ป่วยไม่มีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจ(ตารางช่อง 1) และไม่มีโรคร่วม (ตารางช่อง 2)
  • กลุ่ม B ผู้ป่วยมีปัจจัยเสี่ยงอย่างน้อย 1 ข้อแต่ไม่มีโรคร่วม
  • กลุ่ม C ผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวาน หรือมีโรคต่างๆตามตาราง
หลังจากท่านได้จัดว่าท่านอยู่ในกลุ่มไหนแล้วก็จะมาพิจารณาว่าจะเริ่มรักษาความดันโลหิตสูงเมื่อใด
ความรุนแรงของความดันโลหิต (systolic/diastolic mm Hg)
Prehypertension คือผู้ที่มีความดันโลหิต (120-139/85-89)
Stage 1 (140-159/90-99)
Stage 2 ความดัน >160/100
ผู้ป่วยกลุ่ม Aปรับเปลี่ยนพฤติกรรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (จะให้ยาหลังจาก ปรับพฤติกรรมแล้ว เป็นเวลา 1 ปีความดันไม่ลด)ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม +การให้ยา2ชนิด
ผู้ป่วยกลุ่ม Bปรับเปลี่ยนพฤติกรรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (จะให้ยาหลังจาก ปรับพฤติกรรมแล้ว เป็นเวลา 6 เดือนแล้วความดันไม่ลด หากมีหลายปัจจัยเสี่ยงต้องรีบให้ยา)ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม +การให้ยา
ผู้ป่วยกลุ่ม Cการให้ยา  +ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการให้ยา +ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม + การให้ยา
  • จากตารางจะเห็นว่าผู้ป่วยกลุ่ม C จะเริ่มให้ยาเมื่อความดันโลหิตสูงไม่มากเพราะกลุ่ม c มีโรคอยู่หากรักษาช้าจะทำให้โรคที่เป็นอยู่มีอาการแย่ลง
  • กลุ่ม B และ C หากความดันอยู่ในช่วง 140-160 ยังมีเวลาปรับเปลี่ยนพฤติกรรม 6เดือน-1 ปี แต่ถ้าความดันมากกว่า 160 จะให้ยาเลย
  • แต่ต้องเน้นว่าจะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมร่วมด้วยเสมอ

เมื่อไรจึงจะเริ่มให้การรักษาโรคความดันโลหิตสู
ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด
ก่อนหน้านี้การตัดสินใจรักษาโรคความดันโลหิตสูง จะพิจารณาจากระดับความดันโลหิต แต่่เนื่องจากคนทั่วไปมักจะมีหลายโรคที่ทำให้เกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือด ดังนั้นการตัดสินใจในการรักษาโรคความดันโลหิต ต้องพิจารณาหลายๆด้าน เช่น
  • ระดับความดันโลหิตตัวบน ตัวล่าง
  • โรคที่เป็นความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ เช่น ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน อ้วน เป็นต้น
  • อวัยวะเสียหายจากความดันโดยที่ไม่มีอาการ
  • โรคแทรกซ้อนจากความดันโลหิต
ในการตัดสินใจเริ่มให้การรักษา หรือการกำหนดค่าระดับความดันเป้าหมาย จะต้องประเมินว่าผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อนสูงหรือต่ำ ในการประเมินความเสี่ยงในการเกิดโรคแทรกซ้อนจะแบ่งเป็น
  • ความเสี่ยงต่ำ
  • ปานกลาง
  • สูง
  • และสูงมาก

ในการประเมินความเสี่ยงจะมีวิธีการดังต่อไปนี้
  1. เริ่มต้นพิจารณาค่าความดันโลหิตของคุณว่าเท่าใด แล้วมาพิจารณาในแนวตั้ง เวลาพิจารณาจะพิจารณา ทั้งค่าความดันโลหิตตัวบนและความดันโลหิตตัวล่าง โดยพิจารณาค่าที่สูงกว่า เช่นความดันโลหิตวัดได้ 135/95 มิลิเมตรปรอท เราจะจัดอยู่ในเกณฑ์ความดัน GRADE1
  2. ขั้นสองให้คุณพิจารณาว่าคุณมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดกี่ข้อโดยเปิดหน้าความเสี่ยงดู ความเสี่ยงกี่ข้อจะมาดูตามแนวนอนของตาราง หากคุณความดันโลหิต144/86 คุณมีความเสี่ยง2ข้อ (แนวนอนช่อง2)คุณก็ตกอยู่ในช่องเหลือง แล้วไปดูรายละเอียดข้างล่างว่าช่องสีเหลืองเค้าแนะนำอะไรบ้าง
  3. ขั้นตอนที่สามก็มาดูว่าอวัยวะคุณได้รับผลเสียหายจากความดันโดยไม่เกิดอาการหรือเปล่า ค่านี้จะได้รับผลจากการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ การตรวจ echocardiography การเจาะเลือดหาค่า Creatinin การทำ ultrasound หลอดเลือด การตรวจเบาหวาน หากเป็นเบาหวานก็จะอยู่ในช่องนี้ การตรวจหาไข่ขาวในปัสสาวะ ตัวอย่างหากคุณวัดความดันโลหิตได้ 144/86 มีความเสี่ยง2 ข้อ แต่คุณตรวจปัสาวะพบว่ามีไข่ขาว ดังนั้นตารางในแนวนอนจะอยู่ในช่องที่ 3 คุณจะตกในช่องสีส้มแทนที่จะเป็นสีเหลือง
  4. ขั้นตอนสุดท้ายให้พิจารณาว่าคุณเคยเป็นโรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจ โรคไตหรือไม่ หากเคยเป็นจะพิจารณาแนวนอนช่องที่ 4
เมื่อพิจารณาครบแล้วคุณก็จะได้ว่าคำแนะนำในการรักษาความดันของคุณอยู่ในสีอะไร คุณก็ไปเลือกอ่านในสีนั้นๆ

ไม่มีความเสี่ยง 
มีความเสี่ยง 1-2 ข้อ
ความเสี่ยง>3,so
มีโรคจากความดัน

Hypertension10 
A สีม่วง คุณมีความดันปกติ และไม่มีปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดเท่ากับค่าเฉลี่ย ให้คุณดูแลสุขภาพทั่วไป และตรวจวัดความดันทุกปี
B สีเขียวความดันคุณเริ่มจะสูงแล้ว หรือคุณเริ่มมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดเริ่มสูง
1B ให้คุณปรับเปลี่ยนพฤติกรรม 3-4 เดือน หากความดันยังไม่ลงสู่ปกติก็พิจารณาให้ยา
2B ให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และหมั่นวัดความดันโลหิต
C สีเหลือง ความดันโลหิตคุณเริ่มสูงและเริ่มมีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด ความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดปานกลาง คำแนะนำให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และหากความดันโลหิตไม่ลงพิจารณาให้ยา แต่ไม่ควรจะเกินหนึ่งเดือน
D สีน้ำตาล ความดันคุณสูงมากไปแล้วหรือคุณอาจจะมีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือด ความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดสูง ดังนั้นจะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปพร้อมกับการรับประทานยา
E สีแดง ความดันคุณสูงและทำให้เกิดโรคกับอวัยวะที่สำคัญ ความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดสูงมาก ดังนั้นจะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ร่วมกับการรับประทานยาลดความดันโลหิต

ประโยชน์ของการรักษาความดันโลหิต
การรักษาความดันโลหิตได้ประโยชน์อะไรบ้าง
ผลต่อหัวใจ
  • การรักษาความดันโลหิตสูงจะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจมีขนาดเล็กลง
  • ยาลดความดันโลหิตทุกชนิดจะสามารถลดขนาดความหนาของกล้ามเนื้อหัวใจได้ ยากลุ่ม Beta blocker จะได้ผลน้อยกว่าบาชนิดอื่น
  • ยากลุ่ม angiotensin receptor antagonist ,ACE inhibitor จะลดการเกิดผังผืดของกล้ามเนื้อหัวใจมากกว่ายากลุ่ม Beta blocker
  • ยาในกลุ่ม angiotensin receptor antagonist,ACE inhibitor จะลดการเกิดหัวใจเต้นผิดปรกติแบบ atrial fibrillation

ผลต่อผนังหลอดเลือดและการเกิดหลอดเลือดแข็ง
  • การรักษาความดันโลหิตจะลดการหนาตัวของหลอดเลือดแดงที่คอ ยาที่ให้ผลดีที่สุดคือยาในกลุ่ม calcium antagonists
สมอง
  • มีการศึกษาพบว่าผู้ที่รักษาความดันโลหิตสูงจะมีรอยโรคในสมองน้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้รักษา
  • ความดันโลหิตลงเพียง 3.2/ 1.5 mmHgก็สามารถให้สมองทำงานได้ดีขึ้น เช่นความจำ การคำนวน และลดการเกิดสมองเสื่อม
ผลต่อไต
  • เป้าหมายความดันสำหรับผู้ป่วยโรคไตอยู่ที่ความดันโลหิต 130/80 mmHg
  • ยาลดความดันโลหิตกลุ่ม angiotensin receptor antagonist,ACE inhibitor จะชลอการเกิดไตวายเรื้อรัง
  • ยากลุ่ม angiotensin receptor antagonist,ACE inhibitor ,spironolactone จะลดปริมาณโปรตีนในปัสสวะซึ่งจะส่งผลชลอการเสื่อมของไต
การเกิดโรคเบาหวาน
  • การรักษาโรคความดันโลหิตสูงด้วยยาดังต่อไปนี้จะมีโอกาศเกินโรคเบาหานจากน้อยไปหามากดังนี้ angiotensin receptor antagonist,ACE inhibitor calcium ,antagonists, beta-block, diuretic

การวินิจฉัยความดันโลหิตสูง
เป้าหมายของการวินิจฉัยคือ
  • เพื่อประเมินระดับความดันโลหิตว่ามีความรุนแรงระดับไหน
  • ประเมินเพื่อหาสาเหตของความดันโลหิต
  • ประเมินว่ามีความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือด
  • อวัยวะมีการเสียหายโดยไม่เกิดอาการ
  • หรือเกิดโรคแทรกซ้อนจากความดันโลหิต

การวินิจฉัยต้องประกอบไปด้วย
  • ประวัติ
  • การวัดความดันโลหิต
  • การตรวจร่างกาย
  • การตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการณ์
การวัดความดันโลหิต
เนื่องจากความดันโลหิตมีความผันผวนขึ้นกับเวลาที่วัด สิ่งแวดล้อม อารมณ์ อุปกรณ์ที่ใช้ เทคนิคการวัดความดันโลหิต ดังนั้นหากความดันไม่สูงมากจำเป็นที่จะต้องวัดความดันหลายครั้งต่างเวลาเพื่อยืนยันว่าเป็นความดันโลหิตสูง
  • หากความดันโลหิตสูงไม่มากจะต้องวัดความดันโลหิตหลายครั้ง ต่างเวลา ใช้ระยะเวลาเป็นเดือนหากสูงจึงบอกว่าเป็นความดันโลหิต
  • ในกรณีที่ความดันสูงมากก็บอกว่าเป็นความดันโลหิตสูง
  • ในกรณีที่ความดันสูงไม่มาก แต่มีอัวยวะเสียหายจากความดันโลหิตก็จำเป็นที่จะต้องรีบวินิจฉัย

ทำไมต้องรักษาความดันโลหิตสูง
เนื่องจากโรคความดันโลหิตสูงมักจะไม่มีอาการ แต่โรคความดันโลหิตสูงสามารถทำให้เกิดโรคแก่ร่างกาย เช่นทำให้หัวใจต้องทำงานหนักอาจจะทำให้เกิดโรคหัวใจวาย โรคความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับหนึ่งของโรคอัมพาต และยังเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจ โรคไต โรคหลอดเลือดแดงแข็ง ผู้ที่ไม่ได้รักษาความดันโลหิตสูงจะมีผลดัง

 brain
  • มีโอกาสเกิดโรคอัมพาตเพิ่มขึ้น 7 เท่า
  • โอกาศเกิดเลือดออกในสมองเพิ่ม
  • โอกาศเกิดสมองขาดเลือดเพิ่ม
heart
  • มีโอกาสเกิดโรคหัวใจวายเพิ่มขึ้น 6 เท่า
  • มีโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบเพิ่มขึ้น 3 เท่า
Kidney4
  • เพิ่มความเสี่ยงการเกิดไตเสื่อม
  • การเกิดโปรตีนในปัสสาวะ
arteries
  • เพิ่มความเสี่ยงการเกิดโรคหลอดเลือดแข็ง

ปัจจัยเสี่ยงในการเป็นโรคความดันโลหิตสูง
แม้ว่าความดันโลหิตสูงสามารถเป็นได้กับทุกคน แต่มีบางกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อความดันโลหิตสูง กว่ากลุ่มอื่น

ปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้ได้แก่
  • ประวัติครอบครัว ถ้าปู่ บิดา มารดาเป็นความดันโลหิตสูง โอกาสที่บุตรจะมีความดันโลหิตสูงมีมาก ดังนั้นคุณผู้อ่านที่มีคุณพ่อ แม่เป็นความดันโลหิตสูง ควรมั่นตรวจวัดความดันอย่างสม่ำเสมอ
  • อายุ และเพศ วัยก่อนหมดประจำเดือนผู้ชายจะเป็นความดันโลหิตสูงมากกว่าผู้หญิงเมื่อวัยหมดประจำเดือนผู้หญิงจะเป็นความดันโลหิตมากกว่าผู้ชาย ส่านในคนแก่พบความดันโลหิตสูงพอๆกัน โดยมากมักพบความดันในช่วงอายุ 35-50 ปี
  • เชื้อชาติ พบความดันโลหิตสูงในผิวดำมากกว่าผิวขาว
ปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมได้ได้แก่
  • น้ำหนัก คนอ้วนพบความดันโลหิตสูงมากกว่าคนผอม โดยเฉพาะคนที่มีดัชนีมวลกายมากกว่า 30 เมื่อลดน้ำหนักความดันจะลดลง
  • เกลือ ทานเค็มมีแนวโน้มที่จะมีความดันโลหิตสูง
  • การขาดการออกกำลังกาย
  • ความเครียด
  • ความดันโลหิตสูง
  • การสูบบุหรี่
  • ไขมันในเลือดสูง
  • เบาหวาน

สาเหตุของโรคความดันโลหิตสูง
ความดันโลหิตสูงมีอยู่ 2 ชนิดได้แก่
1. โรคความดันโลหิตที่ไม่ทราบสาเหตุ Primary hypertension
หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า essential hypertension เป็นความดันโลหิตสูงที่พบมากที่สุด กลุ่มนี้ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดมักจะมีสาเหตุหลายองค์ประกอบรวมกัน พบว่าผู้ป่วยร้อยละ 95 เป็นผู้ป่วยที่อยู่ในกลุ่มนี้ แต่มักจะพบว่าผู้ป่วยกลุ่มความดันโลหิตสูงนี้มีความสัมพันธ์กับปัจจัยดังต่อไปนี้
  • การรับประทานอาหารเค็มซึ่งจากการศึกษาพบว่าการรับประทาน อาหารเค็ม จะมีส่วนทำให้เกิดความดันโลหิตสูง แนะนำว่าคนปรกติไม่ควรที่จะรับประทานเกลือเกิน 3.8 กรัมต่อวัน
  • กรรมพันธุ์ เชื่อว่าพันธุกรรมจะมีผลต่อระบบฮอร์โมนทำให้มีการหลั่งสารเคมีมากไป Renin angiotensin มากทำให้ความดันโลหิตสูง
  • ความผิดปรกติของหลอดเลือดเนื่องมาจากโรคอ้วน อายุมาก เชื้อชาติ และการขาดการออกกำลังกาย

2. โรคความดันโลหิตที่ทราบสาเหตุ Secondary hypertension
เป็นความดันโลหิตสูงที่ทราบสาเหตุ พบได้ประมาณร้อยละ 5 ของผู้ป่วยความดันโลหิตสูงสาเหตุที่พบได้บ่อยคือ
  • โรคไต ผู้ป่วยที่มีหลอดแดงที่ไปเลี้ยงไตตีบทั้งสองข้างมักจะมีความดันโลหิตสูง
  • เนื้องอกที่ต่อมหมวกไตพบได้สองชนิดคือชนิดที่สร้างฮอร์โมน hormone aldosterone ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีความดันโลหิตสูงร่วมกับเกลือแร่โปแตสเซียมในเลือดต่ำ อีกชนิดหนึ่งได้แก่เนื้องอกที่สร้างฮอร์โมน catecholamines เรียกว่าโรค Pheochromocytoma ผู้ป่วยจะมีความดันโลหิตสูงร่วมกับใจสั่น
  • โรคหลอดเลือดแดงใหญ่ตีบ Coarctation of the aorta พบได้น้อยเกิดจากหลอดเลือดแดงใหญ่ตีบบางส่วนทำให้เกิดความดันโลหิตสูง
  • ยาคุมกำเนิด
  • ยาโคเคน ยาบ้า

อาการของโรคความดันโลหิตสูง
โรคความดันโลหิตสูงส่วนใหญ่จะไม่มีอาการ เนื่องจากความดันโลหิตจะเพิ่มอย่างช้าๆทำให้ร่างกายโดยเฉพาะหลอดเลือดปรับตัวทันขึงไม่มีอาการ ผู้ป่วยความดันโลหิตส่วนใหญ่จะมาด้วยโรคแทรกซ้อนโดยที่ไม่รู้ว่าเป็นความดันโลหิตสูง ดังนั้นจึงแนะนำให้วัดความดันทุก 2 ปีสำหรับคนที่ความดันโลหิตปกติ อาการที่ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่พาผู้ป่วยมาโรงพยาบาลได้แก่

ปวดศีรษะ
ผู้ป่วยมักจะมีอาการปวดศีรษะในกรณีที่ความดันขึ้นอย่างรวดเร็วหรือเกิดภาวะ Hypertensive crisis โดยทั่วไปความดันโลหิตตัวบน Systolic จะมากกว่า 110 มม ปรอท หรือ Diastolic มากกว่า 110 มม ปรอท อาการปวดศีรษะมักจะปวดมึนๆบางคนปวดตลอดวัน ปวดมากเวลาถ่ายอุจาระ หากเป็นมากจะมีอาการคลื่นไส้อาเจียน
เลือดกำเดาไหล
ร้อยละ 17 ของผู้ป่วยที่เลือดกำเดาไหลจะเป็นความดันโลหิตสูงดังนั้นผู้ที่มีเลือดกำเดาออกต้องวัดความดันโลหิต
มึนงง Dizziness
อาการมึนงงเป็นอาการทั่วๆไปพบได้ในหลายภาวะ เช่นเครียด นอนไม่พอ ทำงานมากไป น้ำตาลในเลือดสูง แต่ก็อาจจะพบในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ผู้ป่วยมักจะบอกว่ารู้สึกไม่แจ่มใส สมองตื้อๆ
ตามัว
ในรายที่ความดันโลหิตสูงเป็นมากและมีการเปลี่ยนแปลงของจอรับภาพผู้ป่วยก็จะมีปัญหาทางสายตา
เหนื่อยง่ายหายใจหอบ
อาการหอบ เหนื่อยง่าย เวลาออกแรง เช่น เดิน วิ่ง ทำงาน มีสาเหตุมากมาย เช่น โลหิตจาง(ซีด) โรคอ้วน ความดันโลหิตสูง โรคปอด ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ โรคหัวใจ ภาวะหัวใจล้มเหลว (heart failure) แม้แต่ความวิตกกังวล หรือ โรคแพนิค ก็ทำให้เหนื่อยได้เช่นกัน อาการเหนื่อยง่ายจากโรคหัวใจ และ ภาวะหัวใจล้มเหลวนั้น จะเหนื่อย หอบ หายใจเร็ว โดยเป็นเวลาออกแรง แต่ในรายที่เป็นรุนแรง จะเหนื่อยในขณะพัก บางรายจะเหนื่อยมากจนนอนราบไม่ได้ (นอนแล้วจะเหนื่อย ไอ) ต้องนอนศีรษะสูงหรือ นั่งหลับ คำว่าเหนื่อย หอบ ในความหมายของแพทย์หมายถึง อัตราการหายใจมากกว่าปกติ แต่ในความหมายของผู้ป่วยอาจรวมไปถึง อาการเหนื่อยเพลีย หมดแรง เหนื่อยใจ
แน่หน้าอก
อาการต่อไปนี้เข้าได้กับอาการเจ็บหน้าอกจากโรคหัวใจขาดเลือด
  • เจ็บแน่นๆ อึดอัด บริเวณกลางหน้าอกส่วนใหญ่จะเป็นด้านซ้าย หรือ ทั้งสองด้าน (มักจะไม่เป็นด้านขวาด้านเดียว) บางรายจะร้าวไป ที่แขนซ้าย หรือ จุกแน่นที่คอ บางรายเจ็บบริเวณกรามคล้ายเจ็บฟัน
  • อาการตามข้อ 1 เกิดขึ้นขณะออกกำลัง หรือทำงานหนัก เช่น เดินเร็วๆ รีบ หรือ ขึ้นบันได วิ่ง โกรธโมโห โดยมากมักจะไม่เกิด 10 นาที อาการดังกล่าวจะดีขึ้นเมื่อหยุดออกกำลัง
  • ในบางรายที่อาการรุนแรง อาการแน่นหน้าอกอาจเกิดขึ้นในขณะพัก เช่น นั่ง หรือ นอน หรือ หลังอาหาร
  • กรณีที่เกิดหลอดเลือดหัวใจอุดตัน กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน อาการจะรุนแรงมาก อาจมีอาการอื่นๆร่วมด้วย เช่น เหงื่อออก มาก เป็นลม (อาการเช่นนี้ยังพบได้ในโรคของหลอดเลือดแดงใหญ่ปริ ฉีก) หมดสติ

งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์

สาระน่ารู้อื่นๆ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.

Popular Posts