โรคไต
เมื่อพูดถึงโรคไต คนทั่วไปมักจะนึกถึงอาการปวดหลัง อันนี้เนื่องจากเป็นการบอกเล่าต่อๆ กันมา ซึ่งก็พ้องกับความรู้ในทางการแพทย์ที่พบว่า ไตเป็นอวัยวะที่อยู่ทางด้านหลังของช่องท้องระดับเอว เมื่อมีโรคของไตก็น่าจะแสดงอาการตรงที่ไตอยู่ แต่เชื่อหรือไม่ว่า คนไข้ที่ไปให้แพทย์ตรวจด้วยโรคปวดหลังและสงสัยว่าตนเองเป็นโรคไตนั้น เมื่อแพทย์ตรวจจริงๆ แล้วพบว่าเป็นโรคไตน้อยมาก คนไข้โรคไตมักจะไปหาแพทย์ด้วยอาการอย่างอื่นโดยไม่ได้สงสัยเลยว่าตนเป็นโรคไต อาการดังกล่าวนั้นก็คือ อ่อนเพลีย ไม่มีแรง เบื่ออาหาร ซึ่งเป็นเพราะไตทำหน้าที่ขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย
เมื่อเป็นโรคไต และไตทำงานน้อยลง จะมีของเสียคั่งอยู่ในร่างกาย หรืออาจจะไปหาแพทย์ด้วยอาการบวม ซึ่งเกิดจากไตซึ่งปกติเคยขับถ่ายน้ำและเกลือออกจากร่างกาย เมื่อไตผิดปกติ ก็จะมีอาการคั่งของน้ำและเกลือเกิดอาการบวมขึ้น นอกจากนั้นโรคไตยังทำให้เกิดอาการซีด ความดันโลหิตสูง หอบเหนื่อย จะเห็นว่าไตทำหน้าที่หลายอย่างมากในการควบคุมระดับของสารต่างๆ ในร่างกายให้คงที่เพื่อที่จะทำให้ดำรงชีวิตอยู่ได้ เมื่อเป็นโรคไตจึงทำให้เกิดอาการอื่นๆ อีกได้ดังกล่าวแล้ว
การที่ไตมี 2 ข้างนับเป็นความฉลาดของธรรมชาติอย่างหนึ่ง คนเราอาจจะเสียไตไปข้างหนึ่ง แล้วก็ยังสามารถมีชีวิตอยู่ได้ตามปกติ เพราะไตข้างที่เหลือจะทำงานแทนได้เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ และถ้าไตที่เหลืออีกข้างหนึ่งมีการเริ่มเสียไปอีกอย่างช้าๆ ร่างกายก็จะปรับตัวไปได้เรื่อยๆ ก็ยังไม่เกิดอาการอะไรเช่นกัน จนเมื่อไตเสียไปมาก ทำงานได้เพียงประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์แล้วนั่นแหละ จึงจะเกิดมีอาการ ซึ่งอาการก็ไม่ได้ชี้บ่งเฉพาะว่ามีโรคไต เช่น มีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น
การจะวินิจฉัยโรคได้ก็ต้องอาศัยการตรวจปัสสาวะ ซึ่งเป็นผลิตผลที่ได้มาจากไต เมื่อมีโรคไตก็จะต้องมีการผิดปกติในปัสสาวะให้เห็น ดังนั้นในประชาชนทั่วไป การสังเกตดูปัสสาวะตนเองก็เป็นการช่วยการวินิจฉัยโรคไตแต่เนิ่นๆ ได้สีของปัสสาวะโดยปกติในรายที่กินน้ำมาก จะขับถ่ายน้ำออกมามากปัสสาวะก็จะใส แต่ถ้าร่างกายขาดน้ำ เช่น เวลาที่เรามีไข้มักพบว่าสีของปัสสาวะจะเหลืองกว่าธรรมดาก็ยังถือว่าปกติ แต่ถ้าเหลืองจัดมากเหมือนจีวรพระก็อาจจะเป็นโรคดีซ่านได้ หรือถ้าปัสสาวะสีแดงเป็นเลือดเลย ก็บอกถึงว่ามีเลือดออกในไต หรือทางเดินปัสสาวะ ปัสสาวะขุ่นเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ได้รับความสนใจจากคนทั่วไปมาก ปัสสาวะปกติแล้วมักจะใส แต่ถ้าตั้งทิ้งไว้อาจจะมีตะกอนได้ เนื่องจากมีสารบางอย่างที่ร่างกายขับออกมาตกตะกอน แต่ถ้าขุ่นมากและลักษณะเป็นหนองก็ถือว่าเป็นความผิดปกติอย่างหนึ่ง
อากัปกิริยาของการถ่ายปัสสาวะก็เป็นส่วนช่วยในการที่จะช่วยวินิจฉัย ถ้าปัสสาวะขัด แสบ ไม่พุ่งเป็นสาย มักจะบอกถึงความผิดปกติของทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง ถ้าเป็นคุณผู้ชายก็อาจจะเป็นผลจากการผ่านศึกหนักอย่างช่ำชองมานาน เป็นหนองในเรื้อรัง มีการตีบตันของทางเดินปัสสาวะส่วนล่างได้ ถ้าโรคลามจากส่วนล่างขึ้นไปถึงไตก็จะมีอาการไข้ ปวดหลัง อาจจะร้าวจากเอวลงมาที่หัวเหน่า ก็พึงรู้ว่าข้าศึกได้ลุกคืบหน้าขึ้นไปถึงไตแล้ว ท่านว่าให้รีบรักษาเสีย มิฉะนั้นเชื้อโรคก็จะแทรกซึมเข้าไปในกระแสโลหิตไปทั่วตัวได้
อาการบวม ก็เป็นอีกลักษณะอาการหนึ่งของโรคไต ทำให้ผู้ป่วยตกใจรีบไปหาหมอ เพราะดูเป็นอาการที่น่าตกใจ และมักจะเชื่อว่าถ้าถึงกับบวมแล้วคงรักษาไม่หาย เอาชีวิตไม่รอดแน่ ซึ่งความเชื่ออันนี้ไม่แน่เสมอไป เพราะอาการบวมอาจเป็นอาการเริ่มแรกของโรคไตบางชนิด ซึ่งอาจจะรักษาให้หายได้ อาจจะเป็นผลดีกับผู้ป่วยด้วยซ้ำ ที่แสดงอาการให้เป็นที่น่าตกใจรีบไปหาหมอ เมื่อเทียบกับโรคไตที่ค่อยๆ เป็นทีละเล็กละน้อยไม่มีอาการอะไรได้มากนัก
ในผู้ป่วยที่เป็นโรคไตชนิดบวมนี้เองที่หมอมักจะให้ผู้ป่วยงดอาหารที่มีรสเค็ม เพราะถ้ายิ่งกินจะยิ่งบวม คนทั่วไปก็เลยเหมาว่าเป็นโรคไตแล้วต้องงดเค็ม ซึ่งไม่เป็นความจริง โรคไตบางชนิดอาจต้องกินเค็มมากกว่าธรรมดาด้วยซ้ำ ดังนั้น จึงมีเพียงผู้ป่วยโรคไตที่บวม หรือมีความดันโลหิตสูงเท่านั้นที่ควรจะงดเค็มจัด เมื่อเกิดอาการบวมขึ้น ผู้ที่ชอบรักษาตัวเองก็มักจะนึกถึงยาขับยาบำรุงไตให้แข็งแรง แล้วก็เวียนไปซื้อยาประเภทนี้มากินเอง ซึ่งเมื่อกินแล้วปัสสาวะก็ออกมาเป็นสี จึงเกิดความรู้สึกว่าได้ผล แต่ที่จริงแล้วยาพวกนั้นเป็นยาที่มีสีผสมอยู่ สีจึงถูกขับถ่ายออกมาทางไตเท่านั้น เพราะไตทำหน้าที่เหมือนโรงงานเก็บขยะ เมื่อเลือดผ่านมาเลี้ยงไต สิ่งใดที่เป็นของเสียไตก็สกัดออกจากเลือด สิ่งใดที่เป็นสิ่งแปลกปลอมที่เรากินเข้าไปแล้วไม่ต้องการใช้ในร่างกาย เช่น ยา สี สารเป็นพิษ ไตก็จะสกัดออกมาเช่นกัน ฉะนั้นยาขับต่างๆ ที่ทำให้ปัสสาวะเป็นสี ก็เป็นเพียงวัตถุแปลกปลอมที่ไตขับออกมาเท่านั้น ยาบำรุงไตก็เช่นเดียวกันไม่มียาอะไรที่จะทำให้ไตแข็งแรงขึ้นมาได้ ถ้าโชคร้ายตัวยาบำรุงนี้เองอาจจะเป็นพิษทำให้ไตเสียมากขึ้นไปอีก ฉะนั้นการจะฉีดยา กินยาอะไรระหว่างที่เป็นโรคไต ควรระมัดระวังให้ดี เป็นต้นว่า ยาซัลฟา ยาแก้ปวด สเตร๊ปโตมัยซิน กาน่ามัยซิน พวกนี้มีพิษต่อไตทั้งสิ้น
บางคนเรียกโรคไตว่าโรค “ตาย” ทั้งนี้เป็นเพราะพอมีอาการก็มักจะพบว่า ไตฝ่อเป็นแผลไปหมดแล้ว ทำให้ฟื้นคืนดีได้ยาก ส่วนขณะที่อาการยังไม่ปรากฏแต่แพทย์ตรวจพบว่ามีโรคไตอยู่ คนไข้ก็ลังเลที่จะให้แพทย์รักษา เพราะอยู่ดีๆ ตรวจปัสสาวะพบว่าผิดปกติเข้าก็จับมาทำการเจาะเลือด เอ๊กซเรย์ บางครั้งก็เจ็บตัวมากกว่านั้น เพราะต้องได้รับการเจาะไตอีกด้วยจึงจะวินิจฉัยโรคได้ พอเริ่มรักษาก็ต้องกินยามากมาย เกิดอาการจากฤทธิ์ข้างเคียงของยาก็มาก หมอก็นัดมาตรวจเช็คบ่อยๆ ค่าใช้จ่ายก็สูง ก็อยู่ดีๆ ไม่มีอาการอะไรจะให้มาเจ็บตัว เสียเงินเสียทอง เสียเวลามากมายด้วยเหตุผลอะไรกัน ดังนั้นการรักษาโรคไตให้ได้ผลจึงขึ้นอยู่กับความเข้าใจระหว่างหมอกับคนไข้พอสมควร โรคไตบางชนิดก็หายไปได้เอง บางชนิดก็เป็นเรื้อรังต้องติดตามการรักษาระยะยาว หมอที่ดูแลคนไข้โรคไตมามากมาย พอจะหลับตามองเห็นการลุกลามของโรคไตในระยะต่อไปได้
แม้ว่าขณะนี้ดูเหมือนว่าจะไม่มีอาการอะไรแต่อีกไม่กี่ปีไตก็จะฝ่อไป จึงเสี่ยงที่จะให้ยาทั้งๆ ที่รู้ว่าอาการข้างเคียงมาก ดีกว่าที่จะปล่อยไตไว้ให้เสียมาก แล้วทำอะไรไม่ได้ ถึงแม้ว่าปัจจุบันการใช้ไตเทียม ก็พึงสังวรไว้เถิดว่าอะไรที่สร้างขึ้นมาเพื่อแก้กลไกของธรรมชาตินั้น ไม่มีวันจะสมบูรณ์ ต้องได้รับการทำไตเทียมเป็นระยะๆ ชีวิตไปพึ่งอยู่กับเครื่องมือวิทยาศาสตร์ ซึ่งทำหน้าที่ไม่ได้ดีเท่ากับไตของเราเอง จะหวังพึ่งการผ่าตัดเปลี่ยนไตก็เช่นเดียวกัน กว่าจะหาไตของคนตายที่เขาบริจาคให้ได้ก็เลือดตาแทบกระเด็น หามาได้แล้วอาจจะไม่เข้ากับตัวคนไข้อีก เหมือนยืมจมูกคนอื่นหายใจ มันไม่ยั่งยีนหรอก ต่อไปร่างกายเราก็ไม่ยอมรับไตที่เอามาใช้แทน ก็พังไปอีก นอกจากนั้นการทำไตเทียม และผ่าตัดเปลี่ยนไตก็เสียค่าใช้จ่ายสูงมาก เป็นแสนๆ บาทต่อคน จะมีคนในบ้านเราสักกี่คนที่จะมีเงินมีทองทำเช่นนั้นได้ อย่ากระนั้นเลย พยายามรักษาไตของเราเองไว้ดีกว่า มีอะไรก็เริ่มรักษาแต่เนิ่นๆ ระมัดระวังเรื่องยา สารเป็นพิษต่อไต ไม่ต้องไขว่คว้าหายามาบำรุง กินอาหารให้ถูกต้อง พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายบ้างตามสมควร ก็ถมเถไปแล้ว

สมุนไพรรักษาโรคไต
โรคไต วายเรื้อรังระยะสุดท้าย หรือที่เราเรียกกันว่าไตวาย หลายคนไม่เคยรู้จัก เลยไม่กลัวพิษภัยว่าจะต้องดูแลรักษาตัวอย่างไร สิ้นเปลืองค่ารักษาขนาดไหน แม้แต่เวลาในการไปรักษาหรือไปพบแพทย์แต่ละครั้ง ผู้ที่เคยเป็นหรือกำลังเป็น โรคไต วาย อยู่ก็จะรู้ดี มีผู้อ่านบางท่านอยากให้ชมรมเพื่อนช่วยเพื่อน โรคไต พิษณุโลก ไปสืบค้นสมุนไพร หรือพืชผักอะไรที่ช่วยยับยั้ง รักษา โรคไต วายได้ แล้วนำมา สังเคราะห์ ปรึกษาผู้รู้ แล้วนำมาเผยแพร่ ก็เลยได้ทำงานขนานใหญ่เพื่อนำมาเผยแพร่ให้กับผู้อ่านทุกท่าน โดยได้ปรึกษากับท่านอาจารย์ที่สอนสมุนไพรไทยของชมรมแพทย์แผนไทยพิษณุโลก (วัดทองหลาง) เพื่อหาตัวยามาให้กับทุกท่าน ขอเชิญติดตามก็แล้วกัน เผื่อเป็นประโยชน์
สมุนไพรมีมากมายหลายชนิดทึ่ช่วยบำรุง รักษา โรคไต ได้ ในความคิดของผมคิดว่าถ้าท่านจะเลือกใช้สมุนไพร ไม่ว่าจะเป็นการรักษา โรคไต หรือโรคใด ๆ ก็ตาม สิ่งที่ต้องระวังคือ เรื่องการรักษาความสะอาดของตัวยาสมุนไพร ระยะเวลาการเก็บรักษาสมุนไพร คือถ้าสมุนไพรเก็บไว้นานเกินคุณค่าของสมุนไพรอาจเสื่อมคุณภาพ และ อาจมีเชื้อรา ซึ่งผู้ที่จะนำมาใช้ควรมีความรู้และพิจารณาให้เข้าใจจึงจะเป็นประโยชน์ ในการเลือกใช้สมุนไพร นอกจากนี้แล้วสมุนไพรที่นำมารวมกันหลาย ๆ ตัว อาจมีสรรพคุณขัดกัน พูดง่ายๆ ทำลายกันเองดังนั้นจึงควรศึกษาให้เข้าใจจริง ๆ จึงจะทำให้เกิดประโยขน์ มิฉะนั้นแล้วจะเป็นโทษต่อผู้ใช้เอง

สมุนไพรที่จะกล่าวต่อไปนี้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการบำรุงไต หรือ รักษา โรคไต คือ
1. รากหญ้าคา รากหญ้าคานี้มีรส หวานเล็กน้อย เมื่อนำมาล้างน้ำให้สะอาด ก็นำไปต้มกับน้ำสะอาดพอเดือดแล้ว นำน้ำนั้นมาดื่มต่างน้ำ เสมือนน้ำชา รับประทานเป็นประจำขะช่วยบำรุงไตให้ทำงานได้ดี มีอายุการทำงานได้นาน ไม่เสื่อม
2. หัวยาข้าวเย็นเหนือและใต้ มีสรรพคุณเหมือนกัน มีรสมันกร่อยหวานเล็กน้อย นิยมมาใช้แก้อักเสบ แก้ปัสสาวะพิการ โดยนำมาใช้ร่วมกับยาอื่น จะได้ผลดี
3. กระแตไต่ไม้
กระแตไต่ไม้
มีรสจืดเบื่อ เป็นพืชที่เกาะอยู่ตามไม้อื่น ๆ หรือเกาะอยู่ตามหินผา ใบแข็งใหญ่ห่อหุ้มหัวไว้มีใบเล็กติดก้านคล้ายใบเฟิร์น เป็นแฉก ๆ งอกออกจากหัว หัวยาวมีขนสีน้ำตาลแก่ห่อหุ้มอยู่ นำมาต้มดื่มน้ำแก้ไตพิการได้ แต่รับประทานมากจะเกิดอาการระบาย หรืออาจท้องเสีย ดังนั้นควรใส่ผสมตัวยาอื่น โดยใส่แต่เล็กน้อยจะใช้ได้ผลดี
จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็น โรคไต เป็นคำถามที่มักจะได้ยินบ่อยๆ คำตอบก้คือใช้การวินิจฉัยโรค ซึ่งตามหลักวิชาแพทย์จะอาศัยกรรมวิธี 3 ประการคือ
1. การซักประวัติ (Signs) จะได้ทราบถึงลักษณะอาการ
2. การตรวจทางร่างกาย (Symptoms) จะได้ทราบอาการที่แสดง
3. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Lab) คือการตรวจทางห้องแล็ป ได้แก่การตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ และการเอ็กซ์เรย์ รวมทั้งการตรวจทางพยาธิวิทยาเช่น การตรวจทางชิ้นเนื้อ การเพาะเลี้ยงเชื้อ เป็นต้น
โดยปกติแล้วเราต้องเรียนรู้กายวิภาคและสรีระหน้าที่ก่อน คือต้องรู้ว่าสภาพปกติของอวัยวะนั้นๆ เป็นอย่างไรก่อน แล้วจึงมารู้เรื่องพยาธิสภาพก็คือการรู้
ภาวะการเป็นโรคซึ่งจะทราบถึงอาการ อาการแสดง และการตรวจทางห้องแล็ป พูดง่ายๆการที่จะรู้ว่าเป็น โรคไต หรือไม่ ก็ต้องรู้สภาพปกติและหน้าที่ของ
ไต รวมทั้งโรคต่างๆของไตเสียก่อน เมื่อไตเป็นโรคก็จะมีอาการ และอาการแสดงตลอดจนความผิดปกติทั้งทางสภาพและหน้าที่ เมื่อประมวลต่างๆเข้าด้วยกันก็จะรู้ว่าเป้น โรคไต หรือไม่
โรคไต สามารถใช้หลักในการแบ่งความผิดปกติได้หลายวิธี
1. แบ่งตามสาเหตุ
  • โรคไต ที่เป็นมาแต่กำเนิด (Congenital) เช่นมีไตข้างเดียวหรือไตมีขนาดไม่เท่ากัน โรคไต เป็นถุงน้ำ (Polycystic kidney disease) ซึ่งเป็นกรรมพันธุ์ด้วย เป็นต้น
  • โรคไต ที่เกิดจากการอักเสบ (Inflammation) เช่นโรคของกลุ่มเลือดฝอยของไตอักเสบ (glomerulonephritis)
  • โรคไต ที่เกิดจากการติดเชื้อ (Infection) เกิดจากเชื้อแบคที่เรียเป็นส่วนใหญ่ เช่นกรวยไตอักเสบ ไตเป็นหนอง กระเพาะปัสสาวะอักเสบ (จากเชื้อโรค) เป็นต้น
  • โรคไต ที่เกิดจากการอุดตัน (Obstruction) เช่นจากนิ่ว ต่อมลูกหมากโตมะเร็งมดลูกไปกดท่อไต เป็นต้น
  • เนื้องอกของไต ซึ่งมีได้หลายชนิด
2.แบ่งตามกายวิภาคของไต
  • โรคของหลอดเลือดของไต เช่นมีการตีบหรืออุดตันของหลอดเลือดไต
  • โรคของกลุ่มเลือดฝอยของไต (Glomerulus) ซึ่งพบได้มาก เกิดการอักเสบชนิดไม่ติดเชื้อ (Glomerulonephritis)
  • โรคของหลอดไต (Tubule) เช่นการตายของหลอดไตภายหลังอาการช็อคหรือได้รับสารพิษ เกิดภาวะไตวายแบบเฉียบพลัน (Acute renal failure)
  • โรคของเนื้อไต (Interstitium) เช่น แพ้ยาหรือได้รับสารพิษ เป็นต้น
3. แบ่งตามต้นเหตุ จะแบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ได้ 2 กลุ่ม
  • ต้นเหตุจากภายในไตเอง ซึ่งอาจรูหรือไม่รู้สาเหตุก็ได้
  • ต้นเหตุจากภายนอกไต เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรค SLE
อาการ อาการแสดง และการตรวจทางห้องปฏิบัติการจะแตกต่างกันไปตามแต่ละชนิดและตามระยะของโรค สิ่งตรวจพบอย่างหนึ่งอาจตรวจพบได้ในหลายๆโรค ไม่เฉพาะเจาะจง เช่น อาการบวม อาจเกิดจาก โรคไต โรคตับ โรคหัวใจ โรคขาดสารอาหารโปรตีน จากความผิดปกติของฮอร์โมน หรือจากผลข้างเคียงของยาบางตัว แต่คนทั่วไปอาจรูจักกันดีว่า อาการบวมเป็นอาการที่พบได้บ่อยใน โรคไต ซึ่งก็เป็นจริงถ้ามีลักษณะบ่งชี้เฉพาะของ โรคไต และแยก
แยะโรคอื่นๆออกไปแล้วในขณะเดียวกัน โรคอื่นๆอาจจะมีอาการและสิ่งตรวจพบได้หลายอย่างที่มีส่วนคล้านเช่นโรคเอส แอล อี ซึ่งเป็นโรคแพ้ภูมิตัวเอง อาจมีอาการแสดงออกตามระบบต่างๆเช่น ผิวหนัง เส้นผม ข้อ ไต หัวใจ ปอด และระบบเลือดเป็นต้น
ดังนั้นการวินิจฉัยดรคไตจะใช้วิธีย้อนศร กล่าวคือจะเริ่มดูจากปัสสาวะ ก่อนเพราะไตเป็นตัวสร้างและขับถ่ายปัสสาวะ ดังนั้นปัสสาวะกับไตน่าจะมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ที่สำคัญต้องมีขบวนการซักประวัติ ตรวจร่างกาย ตรวจเลือด ปัสสาวะ เอ็กซ์เรย์ บางครั้งอาจต้องเจาะไต (kidney biopsy) เอาเนื้อไตมาตรวจจึงจะทราบว่าเป็น โรคไต
เหตุสงสัยว่าจะเป็น โรคไต พอจะสรุปได้ดังนี้
  • ปัสสาวะเป็นเลือด โดยปกติในน้ำปัสสาวะจะไม่มีเลือดหรือเม็ดเลือดสอออกมา อาจมีได้บ้างประมาณ 3-5 ตัว เมื่อดูด้วยกล้องจุลทรรศ์ขยายปานกลางการมีเลือดออกในปัสสาวะถือเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็น โรคไต แต่ก็อาจจะไม่ใช่ก็ได้ ปัสสาวะเป็นเลือด อาจเป็นเลือดสดๆ เลือดเป็นลิ่มๆ ปัสสาวะเป็นสีแดง สีน้ำล้างเนื้อ สีชาแก่ๆ หรือปัสสาวะเป็นสีเหลืองเข้มก็ได้ ในสตรีที่มีประจำเดือน ปัสสาวะอาจถูกปนด้วยประจำเดือน กลายเป็นปัสสาวะสีเลือดได้ ถือว่าปกติ ในโรคของระบบทางเดินปัสสาวะส่วนล่างเช่น กระเพาะปัสสาวะอักเสบ ต่อมลูกหมากโต ปัสสาวะมักจะเป็นเลือดสดๆ หรือเป็นลิ่มๆได้ ในโรคของเนื่อไตหรือตัวไตเอง การมีเลือดในปัสสาวะมักเป็นแบบสีล้างเนื้อ สีชาแก่ หรือสีเหลืองเข้ม ในผู้ป่วยชาย จำเป็นต้องตรวจค้นหาสาเหตุของปัสสาวะเป็นเลือด แม้จะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวก็ตาม แต่ในผู้หญิงเนื่องจากมีโอกาสกรพเพาะปัสสาวะอักเสบได้บ่อยอาจตรวจค้นหาสาเหตุได้ช้าหน่อย ในหลายๆกรณีแม้การตรวจปัสสาวะ ตรวจเลือด เอ็กซ์เรย์ อาจยังไม่สามารถบอกสาเหตุได้ จำเป็นต้องเจาะเอาเนื่อไตมาตรวจโดยพยาธิแพทย์ จึงจะทราบถึงสาเหตุได้
  • ปัสสาวะเป็นฟองมาก คนปกติเวลาปัสสาวะอาจจะมีฟองขาวๆบ้าง แต่ถ้าในปัสสาวะมีไข่ขาว (albumin) หรือโปรตีนออกมามาก จะทำให้ปัสสาวะมีฟองได้มาก ขาวๆ เหมือนฟองสบู่ จำเป็นต้องตรวจปัสสาวะ และเก็บปัสสาวะตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อหาปริมาณโปรตีนในปัสสาวะ ผู้ป่วยที่มีไข่ขาวออกมาในปัสสาวะมาก ส่วนมากเป็นจากโรคหลอดเลือดฝอยของไตอักเสบจากไม่รู้สาเหตุ ทำให้ระดับโปรตีนในเลือดลดลงและเกิดอาการบวม รวมทั้งปริมาณโคเลสเตอรอลและไขมันเลือดสูงได้ดูการตรวจหาระดับโปรตีน (albumin) ในปัสสาวะด้วยตนเองการตรวจพบไข่ขาวออกมาในปัสสาวะในจำนวนไม่มากอาจพบได้ในโรคหัวใจวาย ความดันโลหิตสูง เป็นต้น แต่การมีปัสสาวะเป็นเลือด พร้อมกับมีไข่ขาว-โปรตีนออกมาในปัสสาวะพร้อมๆกัน เป็นข้อสัญนิฐานที่มีน้ำหนักมากว่าจะเป็น โรคไต
  • ปัสสาวะขุ่น อาจเกิดจากมี เม็ดเลือดแดง (ปัสสาวะเป็นเลือด) เม็ดเลือดขาว(มีการอักเสบ) มีเชื้อแบคทีเรีย (แสดงว่ามีการติดเชื้อ) หรืออาจเกิดจากสิ่งทีร่างกายขับออกจากไต แต่ละลายได้ไม่ดี เช่นพวกผลึกคริสตัลต่างๆ เป็นต้น
  • การผิดปกติของการถ่ายปัสสาวะ เช่นการถ่ายปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะแสบปัสสาวะราด เบ่งปัสสาวะ อาการเหล่านี้ล้วนเป็นอาการผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะ เช่นกระเพาะปัสสาวะ ต่อมลูกหมากและท่อทางเดินปัสสาวะ
  • การปวดท้องอย่างรุนแรง (colicky pain) ร่วมกับการมีปัสสาวะเป็นเลือด ปัสสาวะขุ่น หรือมีกรวดทราย แสดงว่าเป็นนิ่วในไตและทางเดินปัสสาวะ
  • การมีก้อนบริเวณไต หรือบริเวณบั้นเอวทั้ง 2 ข้าง อาจเป็น โรคไต เป็นถุงน้ำการอุดตันของไต หรือเนื้องอกของไต
  • การปวดหลัง ในความหมายของคนทั่วๆไป การปวดหลังอาจไม่ใช่ โรคไต เพราะการปวดบริเวณเอวมักเกิดจากโรคกระดูและข้อ หรือกล้ามเนื้อ ในกรณีที่เป็นกรวยไตอักเสบ จะมีอาการไข้หนาวสั่นและปวดหลังบิเวณไตคือบริเวณสันหลังใต้ซี่โครงซีกสุดท้าย
อาการและอาการแสดงทั้งหมดที่กล่าวนี้ จัดเป็นอาการและอาการแสดงเฉพาะที่(local signs&symptoms) ซึ่งได้แก่ไต ทางเดินปัสสาวะ และการขับถ่ายปัสสาวะ นอกจากนั้นยังมีกลุ่มอาการและอาการแสดงที่ชวนให้สงสัยหรือเป็นส่วนหนึ่งของอาการดรคไตคือ อาการแสดงทั่วไป (systemic signs &symptoms) ได้แก่
อาการบวม เป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็น โรคไต จะมีอาการบวม โดยเฉพาะการบวมที่บริเวณหนังตาในตอนเช้า หรือหน้าบวม ซึ่งถ้าเป็นมากจะมีอาการบวมทั่วตัว
อาจเกิดได้ใน โรคไต หลายชนิด แต่ที่พบได้บ่อย โรคไต อักเสบชนิดเนฟโฟรติคซินโดรม (Nephrotic Syndrome) อย่างไรก็ตามอาการบวมอาจเกิดได้จากโรค ตับ โรคหัวใจ การขาดสารอาหารโปร ความผิดปกติเกี่ยวกับฮอร์โมน และการบวมชนิดไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งต้องใช้การซักประวัติ ตรวจร่างกาย และการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อใช้แยกแยะ หรือยืนยันให้แน่นอน
  • ความดันโลหิตสูง เนื่องจากไตสร้างสารควบคุมความดันโลหิต ประกอบกับไตมีหน้าที่รักษาสมดุลของน้ำและเกลือแร่ในร่างกาย เพราะฉะนั้นความดันโลหิตสูงอาจเป็นจาก โรคไต โดยตรง หรือในระยะไตวายมากๆความดันโลหิตก็จะสูงได้ อย่างไรก็ตาม สาเหตุของความดันโลหิตสูงนั้นมีมากมาย โรคไต เป็นเพียงสาเหตุหนึ่งเท่านั้น แต่ก็เป็นสาเหตุที่สามารถรักษาให้หายขาดได้
  • ซีดหรือโลหิตจาง เช่นเดียวกับความดันโลหิตสูง สาเหตุของโลหิตจางมีได้หลายชนิด แต่สาเหตุที่เกี่ยวกับ โรคไต ก็คือ โรคไต วายเรื้อรัง (Chronic renalfailure) เนื่องจากปกติไตจะสร้างสารอีริโธรโปอีติน (Erythopoietin) เพื่อไปกระตุ้นให้ไขกระดูกสร้างเม็ดเลือดแดง เมื่อเกิดไตวายเรื้อรังไตจะไม่สามารถสร้างสารอีริโธรโปอีติน (Erythopoietin) ไปกระตุ้นไขกระดูก ทำให้ซีดหรือโลหิตจาง มีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย หน้ามือ เป็นลมบ่อยๆ
ขอแนะนำว่า ถ้าอยากรู้ว่าตัวเองเป็น โรคไต หรือไม่นั้น ต้องไปพบแพทย์ ทำการวักประวัติ ตรวจร่างกาย และตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น ตรวจปัสสาวะตรวจเลือด เอ็กซ์เรย์ จึงจะพอบอกได้แน่นอนขึ้นว่าเป็น โรคไต หรือไม่ ถ้าหากพบแพทย์ท่านหนึ่งแล้วยังสงสัยอยู่ก็ขอให้ไปพบและปรึกษาแพทย์ โรคไต เฉพาะอายุรแพทย์ โรคไต (Nephrologist) หรือศัลยแพทย์ทางเดินปัสสาวะ (Urologist) ก็ได้
เมื่อไรจึงจะเจาะเลือดตรวจหาไขมันในเลือด
การตรวจหาระดับไขมันในเลือด
ประเทศอเมริกาแนะนำให้ประชาชนที่มีอายุมากกว่า 20 ปี ควรจะได้รับการตรวจหาระดับไขมันในเลือด และหากปกติแนะนำให้ตรวจทุก 5 ปี สำหรับในประเทศไทยได้แนะนำ การคัดกรองภาวะระดับไขมันเลือดดังนี้การตรวจไขมันให้อดอาหาร 9-12 ชั่วโมงการตรวจหาระดับไขมันในเลือดเราจะเลือดตรวจหาไขมันทั้งหมด 4 ชนิดด้วยกัน

การคัดกรองระดับไขมันในเลือดในประเทศไทย
แนวทางสำหรับประชาชนทั่วไป
  • อายุมากกว่า 35 ขวบและไม่มีปัจจัยเสี่ยงให้ตรวจระดับ cholesterol อย่างเดียว หากระดับ cholesterol มากกว่า 240 มก.%จึงตรวจหา triglyceride,HDL
  • อายุมากกว่า 45 ปีสำหรับผู้ชาย 55 ปีสำหรับผู้หญิงให้ตรวจหา cholesterol,triglyceride,HDL,LDL
สำหรับผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง
  • ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดแดงแข็งได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ประวัติสูบบุหรี่ ประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจขาดเลือด อัมพาต อัมพฤกษ์ หรือไขมันสูง
  • ผู้ที่มีโรคหลอดเลือดแดงแข็ง เช่น โรคหัวใจขาดเลือด อัมพาต อัมพฤกษ์
ในผู้ป่วยกลุ่มนี้ต้องเจาะเลือดตรวจหา cholesterol triglyceride,HDL,LDL
  • Total Cholesterol
  • Triglyceride
  • High density lipoprotein ไขมันที่ดี
  • Low density lipoprotein ไขมันที่ไม่ดี
การเจาะเลือดจะเจาะเลือด TC, TG, HDL-C, และ LDL-C,
การเจาะเลือดต้องงดอาหารหรือไม่
หากเจาะเลือดตรวจเฉพาะ Cholesterol ก็ไม่จำเป็นต้องงด หากต้องการตรวจ Triglyceride ก็ต้องงดอาหาร 12 ชั่วโมง
การเตรียมตัวก่อนเจาะเลือดหาไขมัน
  • ต้องอดอาหารก่อนตรวจเลือดไม่น้อยกว่า 12 ชั่วโมง ให้ดื่มน้ำเปล่าได้
  • ในระยะ 3 สัปดาห์ที่ผ่านมาให้รับประทานอาหารที่เคยรับประทานอยู่
  • ผู้ที่เจ็บป่วยหนักหรือได้รับการผ่าตัดควรตรวจวัดระดับไขมันในเลือดหลังจากหายป่วยแล้ว 3 เดือน สำหรับผู้ที่เจ็บเล็กน้อยสามารถตรวจวัดระดับไขมันในเลือดได้เมื่อหายจากเจ็บป่วย 3 สัปดาห์
  • ให้เจาะท่านั่ง เพราะการเจาะท่านอนจะต่ำกว่าท่านั่งเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของระดับพลาสม่า
  • ต้องระบุว่าจะใช้พลาสม่าหรือซีรั่มในการตรวจวัดระดับไขมัน ระดับไขมันในพลาสม่าจะต่ำกว่าในซีรั่มร้อยละ 4
  • สำหรับผู้ที่มีกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันควรตรวจภายใน 12 ชั่วโมงแรกหรือหลังจากเกิดอาการ 6 สัปดาห์

อาหารที่มีไขมันสูง
จะอาหารที่อุดมไปด้วยไขมันอิ่มตัว เมื่อรับประทานมากเกินไปจะทำให้ระดับไขมันในเลือดสูง ไขมันที่สูงจะเป็นความเสี่ยงของการเกิดหลอดเลือดแดงแข็ง อาหารที่มีไขมันสูงได้แก่
  • น้ำมันจากสัตว์ น้ำมันปามล์ กะทิ
  • เนย มาร์การิน เนยเทียม
  • หนังไก่
  • เครื่องใน เนื้อติดมัน
  • ของทอด

หากมีครับทั้งสามภาวะโอกาศที่จะเกิดหลอดเลือดแข็งจะสูง
อาหารสุขภาพจะต้องประกอบไปด้วยอาหาร 5 หมู่ได้คาร์โบไฮเดรต์ โปรตีน ไขมัน ผักผลไม้ และนม ไขมันเป็นอาหารที่ให้พลังงานมากที่สุดเมื่อเทียบกับน้ำหนักที่เท่ากัน ไขมันที่เรารับประทานมีอยุ่ 3 รูปแบบคือ
  • Triglyceride
  • Cholesterol
  • Phospholipid
ส่วนไขมันในอาหารประกอบไปด้วย
  • กรดไขมัน(Fatty acid)
กรดไขมันเป็นการเรียงตัวของธาตุคาร์บ่อน( Carbon ,C) โดยที่ปลายด้านหนึ่งเป็น methyl group อีกด้านหนึ่งเป็น carboxyl group ความยาวของCมีได้หลายตัวหากมีความยาวน้อยกว่า 6 เรียก Short chainsk หากมี C มากกว่า 12 เรียก long chain fatty acid กรดไขมันเป็นอาหารของกล้ามเนื้อ หัวใจ อวัยวะภายในร่างกาย กรดไขมันส่วนที่เหลือใช้จะถูกสะสมในรูป triglyceride(ใช้กรดไขมัน3ตัวรวมกับ glycerol) ซึ่งจะสะสมเป็นไขมันในร่างกาย
  • ไขมันอิ่มตัว Saturated fat
หมายถึงกรดไขมันที่มีธาตุ C ต่อกันด้วย single bond เท่านั้นการรับประทานอาหารไขมันชนิดอิ่มตัว จะทำให้ไขมันในเลือดสูง และเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดตีบ แหล่งอาหารของไขมันอิ่มตัวได้แก่ น้ำมันปาล์ม กะทิ เนย นม เนื้อแดง ช้อกโกแลต
  • ไขมันไม่อิ่มตัว เชิงเดี่ยว Monounsaturated
เป็นกรดไขมันที่มีธาตุ C ต่อกันด้วย Double bond เพียงหนึ่งตำแหน่ง นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า การรับประทานอาหารไขมันประเภทนี้ ทดแทนไขมันอิ่มตัวจะช่วยลดระดับ LDL Cholesterol ซึ่งเป็นไขมันที่ไม่ดีก่อให้เกิดโรคหลอดเลือดตีบ อาหารที่มีไขมัน Monounsaturatedได้แก่ avocados, nuts, and olive, peanut and canola oils
  • กรดไขมันไม่อิ่มชัวเชิงซ้อน Polyunsaturated
หมายถึงกรดไขมันที่มีธาตุ C ต่อกันด้วย Double bond อยู่หลายตำแหน่ง หากรับประทานแทนไขมันอิ่มตัวจะไม่เพิ่มระดับไขมันในร่างกาย อาหารที่มีไขมันชนิดนี้คือ น้ำมันพืชทั้งหลายเช่น น้ำมันข้าวโพด น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันถั่วเหลือง
  • essential fatty acids
เป็นกรดไขมันที่จำเป็นสำหรับร่างกาย แต่ร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ ต้องได้รับจากอาหารที่เรารับประทาน
Trans fatty acids ป็นไขมันที่เตรียมจากนำน้ำมันพืชเช่นน้ำมันข้าวโพด ไปทำให้ร้อน เพื่อทำให้น้ำมันมีอายุใช้งานได้นานขึ้น และทำให้น้ำมันข้นขึ้นจนเป็นของแข็ง การรับประทานน้ำมันชนิดนี้มากจะทำให้ไขมัน LDL ในเลือดเพิ่มขึ้นซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด
  • omega-3 fatty acids และ omega-6 fatty acids
เป็นกรดไขมันที่จำเป็นสำหรับร่างกาย แต่ร่างกายไม่สามารถผลิตเองต้องได้รับจากสารอาหาร omega-3 fatty acids จะมี Double bond ที่ตำแหน่ง C3 นับจากกลุ่ม Methyl group
omega-3 fatty acids จะพบมากในอาหารจำพวกปลาและน้ำมันพืช เช่น salmon, halibut, sardines, albacore, trout, herring, walnut, flaxseed oil, and canola oil
  • omega-6 fatty acids
เป็นกรดไขมันที่จำเป็นสำหรับร่างกาย แต่ร่างกายไม่สามารถผลิตเองต้องได้รับจากสารอาหารomega-6 fatty acids จะมี Double bond ที่ตำแหน่ง C6 นับจากกลุ่ม Methyl group
omega-6 fatty acids ะพบมากในอาหารจำพวกปลาและน้ำมันพืช corn, safflower, sunflower, soybean, and cottonseed oil

สวัสดีค่ะ เดือนก่อน หมอเคยเขียนเกี่ยวกับการคุมกำเนิดระยะยาว

ที่เหมาะสำหรับ สตรีขี้ลืม (ลืมทานยาคุมบ่อย ๆ จนตั้งครรภ์)

สตรีขี้เกียจ (ขี้เกียจไปโรงพยาบาลเพื่อฉีดยาคุมทุก 3 เดือน)

สตรีขี้กลัว (กลัวการผ่าตัด ไม่อยากทำหมัน)

สตรีที่มีข้อห้าม (ในการใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจน อย่างยาคุมกำเนิดฮอร์โมนรวม)

และบุรุษสตรีที่ชอบควบคุมสภาวะโลกร้อน โดยการ "ไม่ใช้ถุง" (ยาง) แต่ไม่ชอบควบคุมจำนวนประชากรโลกนะคะ

อีกหนึ่งวิธีคุมกำเนิด เวอร์ชั่นระยะยาวที่ว่า ได้แก่ การใส่ห่วงคุมกำเนิด และการฝังยาคุมค่ะ

ซึ่งทั้ง 2 วิธีนี้ เมื่อถอดห่วงคุมกำเนิด หรือถอดยาคุมกำเนิดที่ฝังออกแล้ว ก็สามารถกลับมาตั้งครรภ์ได้ตามปกติค่ะ

เดือนที่แล้ว หมอได้ลงรายละเอียดเรื่องการใส่ห่วงคุมกำเนิดแล้ว (ใครสนใจวิธีนี้ ลองย้อนกลับไปหาอ่านดูนะคะ)

ดังนั้นสัปดาห์นี้ หมอจะลงรายละเอียดเกี่ยวกับการฝังยาคุมกำเนิดกันค่ะ

การฝังยาคุมกำเนิด คือการฝังหลอดยาพลาสติก ขนาดเท่าก้านไม้ขีด เข้าไปใต้ผิวหนังของต้นแขนด้านใน

ฤกษ์งามยามดีในการฝังยาคุมกำเนิด ได้แก่ ในช่วงระหว่างที่มีประจำเดือน หรือไม่เกิน 5 วันแรกของรอบเดือน จะเป็นหลังคลอดบุตร แท้งบุตร หรือระหว่างให้นมบุตรก็ได้ค่ะ

ซึ่งหลอดยาคุมกำเนิดพลาสติกที่ว่านี้ จะค่อย ๆ ปล่อยฮอร์โมนโปรเจสโตเจนอย่างช้า ๆ


ซึ่งฮอร์โมนโปรเจสโตเจนจะไปยับยั้งการตกไข่ (ไข่ไม่ตกก็มาผสมกับสเปิร์มไม่ได้)

ฮอร์โมนจะทำให้มูกที่ปากมดลูก (ประตูทางเข้าสู่โพรงมดลูก)เหนียวข้น ทำให้สเปิร์มว่ายน้ำผ่านเข้าประตูเข้าไปหาไข่ได้ยาก

หรือถ้าเกิดเคราะห์ไม่ดี สเปิร์มที่ฝ่ามูกเข้าไปเจอกับไข่ได้ จนผสมเป็นตัวอ่อนขึ้นมา

ยาฮอร์โมนโปรเจสโตเจนยังมีฤทธิ์ ทำให้ผนังมดลูกบาง ไม่หนานุ่ม ซึ่งเป็นสภาพที่ไม่เหมาะสมต่อการฝังตัวของตัวอ่อน

การฝังยาคุม สามารถคุมกำเนิดได้ 3-5 ปี แล้วแต่ยี่ห้อยา

วิธีฝังยาคุมกำเนิด คุณหมอจะเป็นคนฝังยาให้ค่ะ โดยจะฉีดยาชาบริเวณที่จะฝังยาก่อน แล้วทำการฝังยาใต้ผิวหนัง แผลจะเล็กมาก ๆ ค่ะ

ส่วนถ้าจะเอาออก ก็ฉีดยาชา กรีดแผลเล็ก ๆ แล้วก็เอายาออก

ข้อดีของการฝังยาคุม คือฝังครั้งเดียวอยู่ได้หลายปี ไม่มีใครรู้ว่าคุณกำลังคุมกำเนิดอยู่ (ถ้าเขาไม่ปราดเข้ามาคว้าต้นแขนด้านในแล้วคลำอย่างตั้งใจ)

ไม่รบกวนชีวิตประจำวัน และกิจกรรมบนเตียง ถ้าอยากจะท้องก็เอายาฝังออกค่ะ

ส่วนผลข้างเคียงของการฝังยาคุมที่พบบ่อยคือ บางรายจะมีเลือดออกกะปริดกะปรอยได้ในช่วงแรกค่ะ บางรายจะมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้ค่ะ

อาการอื่นที่พบได้ ได้แก่ ปวดศีรษะ สิวขึ้น อารมณ์เปลี่ยนแปลง เจ็บตึงเต้านมค่ะ

สุดท้ายนี้ที่หมออยากจะฝากไว้ วิธีนี้คุมกำเนิดได้ดีก็จริง แต่ก็ไม่สามารถป้องกันโรคที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้นะคะ ดังนั้นถ้าคู่ของคุณดูเสี่ยง ไม่น่าไว้ใจ หรือปลอดภัยไว้ก่อน ก็อย่าลืมใส่ถุงยางอนามัยนะคะ สวัสดีค่ะ 

ที่มา ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
คอลัมน์ คุยกับหมอพิณ
พ.ญ.พิณนภางค์ ศรีพหล
email:doctorpin111@gmail.com

ขมิ้นชัน สรรพคุณและประโยชน์ของขมิ้น 55 ข้อ
ขมิ้นชันกับการลด cholesterol
มีการทดลองในหนูขาวพบว่าสาร curcumin จะเพิ่มระดับของcholesterol-7-alpha-hydroxylase ซึ่งเป็นเอนไซม์ซึ่งกำหนดอัตราการสร้างน้ำดี ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าcurcumin กระตุ้นการเปลี่ยน cholesterol เป็นน้ำดี ซึ่งเป็นกลไกหลักของการขับถ่าย cholesterol ออกจากร่างกาย
ได้มีการศึกษาซึ่งทำในอาสาสมัครปกติจำนวน 33 คน โดยให้สารสกัดขมิ้นชัน 1 กรัม วันละ 2 ครั้งแล้ววัดปริมาณ total cholesterol, triglyceride, high-density lipoprotein cholesterol (HDL-C)และ low-density lipoprotein cholesterol (LDL-C) ก่อนการทดลองและเมื่อวันที่ 15 และ 60 หลังจากที่ได้รับประทานสารสกัดขมิ้นชัน พบว่าอาสาสมัครทั้งหมดมีค่า total cholesterol ลดลง 9.6-12.5 % ค่า triglyceride ลดลง 16.2-34.3 % และ LDL-C ลดลง 3.5-17 % ภายใน 15 วัน ส่วนค่า HDL-C จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย (5.5-8.5 %)
การที่ขมิ้นชันสามารถลดไขมันในเลือดและลดการเกิด lipid peroxidation จะช่วยป้องกันโรคที่เกิดขึ้นกับหลอดเลือดหัวใจอุดกั้น (coronary heart disease) ได้ขมิ้นชันกับการป้องกันสารพิษในร่างกาย ในผู้ที่สูบบุหรี่ ขมิ้นชันจะช่วยลดอาการข้างเคียงลงได้บ้างมีการทดลองในคนที่สูบบุหรี่อย่างหนัก จำนวน 16 คน เมื่อได้รับ curcumin 1.5 กรัม / วัน เป็นเวลานาน 30 วัน จะช่วยลดการขับถ่ายทางปัสสาวะของสารก่อการ กลายพันธุ์ที่เกิดจากบุหรี่ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าร่างกายมีการจัดการกับสารที่อาจก่อให้เกิดการกลายพันธุ์ได้ดีขึ้น
มีผู้ศึกษาในหนูถึงผลของ curcumin ต่อตับที่ได้รับเอธิลแอลกอฮอล์ พบว่า curcumin จะลดการเพิ่มของเอนไซม์ aspartate transaminase และ alkaline phosphatase ซึ่งเกิดจากการได้รับเอธิลแอลกอฮอล์อย่างมีนัยสำคัญในหนูที่ได้รับเอธิลแอลกอฮอล์จะมีการเพิ่มระดับ cholesterol, phospholipidและกรดไขมันในซีรัม แต่หนูที่ได้รับ curcumin ร่วมด้วย ค่าดังกล่าวจะลดลงในผู้ป่วยมะเร็งและกำลังได้รับการบำบัดทางเคมี ขมิ้นชันจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษาและลดอาการข้างเคียงจากการใช้ยา ในหนูพบว่าการใช้สารสกัดขมิ้นชันร่วมกับยาที่ใช้รักษามะเร็งจะช่วยยืดอายุหนูได้

ขมิ้นชันกับการรักษาอาการอักเสบ 
ขมิ้นชันมีฤทธิ์ในการรักษาอาการอักเสบและทำให้แผลหายเร็วในการทดลองแบบ double-blind controlled ที่ทำในคนไข้ผ่าตัดกลุ่มหนึ่ง มีการเปรียบเทียบกับคนไข้กลุ่มที่ได้รับ curcumin (400 มิลลิกรัม) กลุ่มที่ได้รับยาหลอกและกลุ่มที่ได้รับ phenylbutazone (100 มิลลิกรัม) 3 ครั้งต่อวัน ติดต่อกัน 5 วัน หลังจากผ่าตัดพบว่า curcumin ให้ผลดีในการลดอาการอักเสบหลังผ่าตัดได้ดีเทียบเท่ากับ phenylbutazone ในผู้ป่วยที่เป็นไขข้ออักเสบรูมาตอยด์ จำนวน 49 คน เมื่อให้ curcumin 1.2 กรัม ต่อวัน เป็นเวลา 5 ถึง 6 สัปดาห์ พบว่าคนไข้มีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เช่น อาการข้อยึดในตอนเช้า (morning stiff-ness) จะลดลงซึ่งผลการรักษาเทียบเท่ากับกลุ่มที่ได้ phenylbutazone ขมิ้นชันกับฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อรา สารสกัดขมิ้นชันด้วยแอลกอฮอล์มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อราที่เป็นสาเหตุของโรคผิวหนังและสารสกัดด้วย chloroform ก็ได้ผลเช่นเดียวกัน ซึ่งมีผู้พบฤทธิ์ของผงขมิ้นชันและน้ำมันหอมระเหยในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราโดยเฉพาะเชื้อราที่เป็นสาเหตุของโรคกลาก Microsporum Trichophyton, Epidermophyton3
ขมิ้นชันกับการรักษาแผล (wound healing) 
มีรายงานถึงคุณสมบัติในการรักษาแผลของขมิ้นชัน เมื่อทาผงขมิ้นชันบนแผลติดเชื้อและแผลไม่ติดเชื้อในหนูขาวและในกระต่าย พบว่าขมิ้นชันจะเร่งการหายของแผลทั้ง 2 แบบให้เร็วขึ้น 23-24 % ซึ่งให้ผลดีพอ ๆ กับ scarlet red ในขณะที่ผง sulfanilamide สารละลาย copper sulfate (0.1 %) และสารละลายsilver nitrate (0.1 %) ให้ผลดีน้อยกว่า4
ขมิ้นชันกับการรักษาผู้ติดเชื้อ HIV ในผู้ติดเชื้อ HIV เซลล์ของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะถูกทำลายโดยไวรัส มีการทดลองซึ่งพบว่า curcumin สามารถยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ integrase ในเชื้อ HIV type I ดังนั้นจึงช่วยป้องกันไวรัสดังกล่าวเข้ามาอาศัยอยู่ในเซลล์ CD4 หรือ CD8 ซึ่งเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่สร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย11 มีการศึกษาในผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV 18 คน10 โดยให้ curcumin 2 กรัม/วัน เป็นเวลาประมาณ 20 สัปดาห์ พบว่ามีการเพิ่มของเซลล์ CD4 และ CD8 อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก ดังนั้น curcumin จึงมีประโยชน์ต่อผู้ติดเชื้อ HIV โดยอาจให้ร่วมกับยาฆ่าเชื้อHIV ตัวอื่นเพื่อลดความเป็นพิษของยานั้น ๆ
ความปลอดภัยของขมิ้นชัน
มีการศึกษาถึงความเป็นพิษของขมิ้นชันพบว่าเมื่อให้ผงขมิ้นชันแก่หนูถีบจักรทางปากขนาด 10 กรัม/น้ำหนักตัวหนู 1 กิโลกรัม ไม่พบอาการผิดปกติใด ๆ ผลการทดสอบพิษเรื้อรังของผงขมิ้นชันในหนูขาวโดยมีกลุ่มควบคุมและกลุ่มที่ได้รับผงขมิ้นชันขนาด 0.03, 2.5 และ 5.0 กรัม/กิโลกรัม/วัน เป็นเวลานาน 6 เดือน ไม่พบว่ามีความผิดปกติในระบบใด ๆ ของสัตว์ทดลองนอกจากพบว่าหนูเพศผู้กลุ่มที่ได้รับขมิ้นชัน 2.5 และ 5.0 กรัม/กิโลกรัม/วัน กินอาหารได้น้อยกว่ากลุ่มควบคุม 8 และ 12 % ตามลำดับ การเกิดปฏิกิริยากับยาอื่น
เมื่อใช้ขมิ้นชันในขนาดสูง ๆ มีข้อควรพิจารณาดังนี้
  • ขมิ้นชันอาจเพิ่มฤทธิ์ต่อเกล็ดเลือดของยาประเภทต้านการแข็งตัวของเกล็ดเลือด (anticoagulant) และยาแก้ปวดประเภทที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ร่วมกัน
  • ขมิ้นชันอาจลดฤทธิ์ของยาประเภทกดภูมิคุ้มกัน (immunosuppressant) ดังนั้นจึงควรระวัง ถ้าต้องใช้ร่วมกัน
ข้อควรระวัง ควรหลีกเลี่ยงการใช้ในหญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรเพราะยังไม่มีข้อมูลการใช้ในคนกลุ่มนี้ ขมิ้นชันถูกห้ามใช้ในผู้ป่วยที่มีอาการเลือดไหล และการอุดตันของท่อน้ำดี และต้องระวังถ้าใช้ในผู้ป่วยที่มีแผลในกระเพาะอาหารหรือลำไส้ จากรายงานทั้งหมดข้างต้นจะเห็นว่าขมิ้นชันมีประโยชน์ต่าง ๆ มากมาย ขมิ้นชันในขนาดที่ใช้ตาม
บัญชียาหลักแห่งชาติ (2-4 แคปซูล วันละ 4 เวลา หลังอาหารและก่อนนอน) นอกจากแก้ท้องอืดท้องเฟ้อแล้ว ยังมีผลดีต่อร่างกาย โดยเฉพาะเป็น antioxidant สำหรับการใช้ curcuminoid ซึ่งเป็นสารสกัดเข้มข้นของขมิ้นชัน เนื่องจากมีขนาดการใช้ที่แตกต่างกันสำหรับการรักษาอาการต่าง ๆ ควรมีความระมัดระวังในการใช้ โดยเฉพาะในขนาดสูง ๆ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ ขณะนี้สถาบันวิจัยและพัฒนา องค์การเภสัชกรรม ได้ทดลองสกัด curcuminoid และอยู่ในระหว่างการทดลองใช้ทางคลินิกในผู้ป่วยที่เป็นโรคธาลัสซีเมียประเภท b-thalassemia/Hb E disease โดยคณะผู้วิจัยที่ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
เอกสารอ้างอิง
6. Srinivasan K. and Sambaiah K. The effect of spices on cholesterol 7 alpha-
hydroxylase activity and on serum and hepatic cholesterol levels in rat. Int. J.
Vitam. Nutr. Res. 1991; 61(4): 364-9.
7. Deshpande U.R., et al. Effect of turmeric extract on lipid profile in human
subjects. Medical Science Research. 1997; 25(10): 695-698.
8. Polase K., et al. Effect of turmeric on urinary mutagens in smokers.
Mutagenesis. 1992; 7(2): 107-9.
9. Rajakrishnan V., et al. Protective role of curcumin in ethanol toxicity. Phy-
totherapy Research. 1998; 12(1): 55-56.
10. Muhammed M., et al. Turmeric and the Healing Curcuminoids. Connec-
ticut: Keats Publishing, Inc, 1996; 22-23, 28-31.
11. Mazumder A., et al. Curcumin analogs with attered potencies against HIV-1
integrase as probes for biochemical mechanisms of drug action. J. Med. Chem.
1997; 40(1): 3057-63.
12. Sitlisomwong N., et al. Acute and subchronic toxicity of turmeric. Bull. Dept.
Med. Sci. 1990; 32 (3): 101-111.
โรคเบาหวาน
เบาหวาน คือภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ เนื่องมาจากร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลในเลือดไปใช้ได้ตามปกติ ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของต่อมไร้ท่อที่ตับอ่อนปล่อยฮอร์โมนที่เรียกว่า “อินซูลิน” ออกมาไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย
โรคเบาหวาน เป็นโรคที่เรื้อรัง สามารถรักษาได้แต่ไม่หายขาด ทั้งนี้เกิดจากสาเหตุหลายๆอย่างทั้งจากกรรมพันธุ์ และอาหารการกิน
สาเหตุของโรค คือ ตับอ่อนเสื่อม จึงสร้างอินซูลินได้น้อยหรือไม่ได้เลย สารอินซูลินเป็นฮอร์โมนที่ทำหน้าที่ช่วยให้ร่างกายเปลี่ยนน้ำตาลให้กลายเป็นพลังงาน เมื่ออินซูลินในร่างกายไม่พอ น้ำตาลก็ไม่ถูกนำไปใช้ จนทำให้เกิดการคั่งของน้ำตาลในเลือดและอวัยวะต่างๆ และถูกไตขับออกมาทางปัสสาวะ
ในการแพทย์ปัจจุบัน ผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานต้องใช้ยาควบคุมน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในภาวะปกติไปตลอดชีวิต ถ้าหยุดใช้ยาควบคุมเมื่อไหร่ น้ำตาลก็จะสูงขึ้นและถ้าสูงจนอยู่ในภาวะวิกฤติ อาจทำให้ถึงแก่กรรมได้
เราสามารถแบ่งชนิดของโรคเบาหวานได้เป็น 2 ชนิด คือ
  • เบาหวานชนิดพึ่งอินซูลิน
เป็นชนิดที่พบได้น้อยแต่มีความรุนแรงและอันตรายค่อนข้างสูง มักพบในเด็กและคนที่อายุต่ำกว่า 25ปี โดยตับอ่อนของผู้ป่วยกลุ่มนี้จะไม่สามารถผลิตสารอินซูลินได้เลย หรืออาจจะผลิตได้น้อยมาก จึงจำเป็นจะต้องพึ่งพาการฉีดอินซูลินเข้าทดแทนในร่างกาย
  • เบาหวานชนิดที่ไม่พึ่งอินซูลิน
เป็นเบาหวานที่พบได้บ่อยในคนที่อายุมากกว่า 40 ปี มักจะมีความรุนแรงน้อย โดยตับอ่อนของผู้ป่วยยังสามารถที่จะผลิตอินซูลินได้บ้าง แต่ยังไม่เพียงพอที่จะเผาผลาญน้ำตาล
เหตุผลที่เราจะต้องควบคุมเบาหวานก็เพราะถ้าไม่ควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในระดับปกติ เบาหวานจะทำให้เกิดผลข้างเคียงกับอวัยวะสำคัญได้ เช่น การติดเชื้อที่ดวงตา หรือที่ไต หรือการส่งผลทำให้เกิดโรคเกี่ยวกับระบบหัวใจและความดันโลหิตตามมา
หลักการควบคุมโรคเบาหวาน
  • การรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับปกติ โดยการปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร ลดอาหารประเภทแป้ง-น้ำตาล-ไขมัน ควรรับประทานผักและผลไม้เพิ่มขึ้น ยกเว้นผลไม้ที่มีรสหวานควรหลีกเลี่ยง
  • ป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดจากโรคเบาหวาน
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  • ดูแลรักษาความสะอาดของร่างกาย ระมัดระวังไม่ให้ร่างกายเกิดแผล เพราะจะทำให้แผลหายช้า
อาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน
  • อาหารที่ควรงดได้แก่ อาหารน้ำตาลทุกชนิด เช่น ขนมหวาน ของหวาน ของเชื่อม ผลไม้กระป๋อง น้ำหวาน น้ำอัดลม น้ำผลไม้ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด
  • ผลไม้กินได้ในปริมาณจำกัด เนื่องจากมีน้ำตาล แต่ให้หลีกเลี่ยงผลไม้ที่หวานจัด เช่นทุเรียน น้อยหน่า ละมุด อย่างไรก็ตามผู้ป่วยเบาหวานไม่ควรงดผลไม้ เนื่องจากผลไม้มีวิตามิน และใยอาหารสูง
  • อาหารที่ควรกินให้มากคือผักใบเขียวทุกชนิด ซึ่งให้พลังงานต่ำ มีใยอาหารสูง แต่มีข้อควรระวังคือ อันตรายจากยาปราบศัตรูพืชที่อาจตกค้างอยู่ ควรล้างให้สะอาดก่อนทุกครั้ง

งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์

สาระน่ารู้อื่นๆ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.

Popular Posts