ผู้อ่าน จำนวนมากอยากทราบว่า “ถั่งเช่า” เป็นอย่างไร ซึ่งข้อมูลงานวิจัยที่ได้จากภาควิชาสัตววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กทม.โดยศาสตราจารย์ ดร.มณจันทร์ เมฆธน หัวหน้าภาควิชาดังกล่าว ระบุว่า “ถั่งเช่า” เป็นสมุนไพรจีน พบบนที่สูงจากระดับน้ำทะเล 4,000 เมตรขึ้นไป ในฤดูหนาวจะเป็นตัวหนอนและฤดูร้อนจะเป็นหญ้า เกิดจากหนอนผีเสื้อแถบที่ราบสูงทิเบต จำศีลใต้ดินช่วงฤดูหนาว จากนั้นจะถูกสปอร์ของเห็ดราในสกุล OPHIOCORDYCEPS อาศัยเป็น “ปรสิต” และเติบโตสร้างเส้นใยออกมาทางส่วนหัวของตัวหนอนในฤดูร้อน เห็ดชนิดนี้มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า OPHIOCORDYCEPS SINENSIS และราชนิดดังกล่าวจะเกาะติดบนตัวด้วงจำพวกผีเสื้อ หนอน มอด ดักแด้ หรือด้วง ค้างคาว ซึ่งตัวหนอนอ่อนที่มีราเกาะอยู่ช่วงฤดูหนาวจะมุดลงไปอยู่ใต้ดินแล้วค่อยๆกลายเป็นเชื้อราชื่อว่า SELEROTEA และในช่วงนี้เองเปลือกนอกตัวหนอนจะเป็นตัวสมบูรณ์ขึ้น และ เมื่อถึงฤดูร้อน ราดังกล่าวจะค่อยๆเจริญเติบโตขึ้นมีลักษณะคล้ายต้นหญ้า
พบมาก ในบริเวณภาคใต้ของมณฑลชิงไห่ เขตซองโควในทิเบต มณฑลกานซู และแถบเทือกเขาหิมาลัยในอินเดีย การเก็บเกี่ยวจะเก็บในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ เมื่อขุดหญ้าหนอน หรือ “ถั่งเช่า” ขึ้นมาแล้ว ล้างน้ำให้สะอาดแล้วตากแห้งใช้เป็นยาสมุนไพรได้เลยสรรพคุณจากงานวิจัย “ถั่งเช่า” บำรุงไต ลดอาการปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน ช่วยยับยั้งการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งตับ มะเร็งปอด มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปากมดลูก มะเร็งต่อมไทรอยด์ และมะเร็งเต้านม แก้ภูมิแพ้ บำรุงเลือด ปรับสมดุลของเซลล์เม็ดเลือดแดง ลดปริมาณผมร่วง เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ ช่วยให้ผิวพรรณดี และสรรพคุณดีๆอีกเยอะ ใครอยากทราบข้อมูลเพิ่มเติม โทร.08–1900–7325, 09–0549–4699 ครับ.
ที่มาจาก : thairath.co.th “นายเกษตร”
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ!

ข้อมูลจากภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ระบุว่า ประมาณ 1 ใน 3 หรือ 34.5-45.6% ของประชากรในประเทศ ไทยป่วยด้วยโรคข้อเข่าเสื่อม
และที่น่าตกใจมากขึ้นก็คือ อายุของผู้ที่ป่วยด้วยโรคนี้ลดลงเรื่อยๆ จากเดิมที่มักพบในผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป แต่ปัจจุบันกลับพบในกลุ่มอายุ 45-50 ปี
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะข้อเข่าเสื่อมเร็วขึ้นในกลุ่มอายุที่น้อยลง ส่วนหนึ่งมาจากภาวะอ้วน ทำให้ข้อเข่าแบกรับน้ำหนักเกิน หรือการนั่งยองๆ นั่งพับเพียบ รวมทั้งกรณีประสบอุบัติเหตุ หรือการเล่นกีฬาหักโหมเกินไป นอกจากนี้ อาจพบในกลุ่มที่มีการเปลี่ยนแปลงในกระดูกอ่อนจากโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ การติดเชื้อในข้อ หรือโรคเกาต์ ที่มีส่วนทำลายกระดูกอ่อนผิวข้อให้เสื่อมเร็วยิ่งขึ้นได้
โรคข้อเข่าเสื่อม (Arthritis) ชนิดที่พบบ่อยที่สุด เรียกว่า Osteoarthritis เป็นโรคที่เกี่ยวเนื่องกับการเสื่อมของข้อเข่าบริเวณกระดูกอ่อนของผิวข้อเข่าด้านบน ผิวข้อเข่าด้านล่าง และบริเวณใต้ลูกสะบ้า สาเหตุที่แท้จริงของการเกิดโรคนี้ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่ปัจจัยที่กระตุ้นและพัฒนาให้เกิดโรคนี้มีหลายปัจจัย เช่น ความชรา กรรมพันธุ์ ความอ้วน การบาดเจ็บของข้อเข่าจากการเล่นกีฬา การทำงาน หรือจากอุบัติเหตุ
อาการเริ่มแรกของโรคข้อเข่าเสื่อมในระยะแรกไม่เด่นชัด แต่อาจรู้สึกว่าข้อเข่าขัดๆ หลังจากที่อยู่ในท่าใดท่าหนึ่งนานเกินไป ซึ่งเมื่อปล่อยทิ้งไว้นานๆ อาการจะเริ่มชัดเจนขึ้น ระยะเวลาดำเนินโรคอาจเป็นเดือน หรือเป็นปีก็ได้
อาการของโรคข้อเข่าเสื่อม
อาการสำคัญของโรคข้อเข่าเสื่อมที่พบบ่อย ได้แก่ อาการปวดเข่า ถือเป็นอาการสำคัญเริ่มแรก โดยจะเริ่มจากอาการปวดตึงทั้งด้านหน้าและด้านหลังของเข่า หรือบริเวณน่อง เมื่อเป็นมากขึ้นจะปวดบริเวณเข่า โดยเฉพาะเวลาที่มีการเคลื่อนไหวร่างกาย เช่น ลุกนั่งหรือเดินขึ้นบันได
มีเสียงในข้อ เวลาที่เคลื่อนไหวนอกจากปวดแล้ว อาจมีเสียงในข้อดังขล็อกแขล็กๆ บางรายอาจมีอาการบวม หากข้อมีการอักเสบ หากปล่อยทิ้งไว้เป็นระยะเวลานานๆ ข้อเข่าจะเริ่มโก่งงอ อาจจะโก่งด้านนอกหรือโก่งด้านใน ทำให้ขาสั้นลงเดินลำบากและมีอาการปวดเวลาเดิน และสุดท้ายข้อเข่าจะเริ่มยึดติด ทำให้ไม่สามารถเหยียดหรืองอขาได้สุดเหมือนเดิม เนื่องจากมีการยึดติดภายในข้อ
และข้อควรระวังสำหรับคุณผู้หญิง คือ ผู้หญิงมีโอกาสเป็นโรคเข่าเสื่อมมากกว่าผู้ชายถึง 2 เท่า!!!
การรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมมีหลายวิธี คือ การรักษาทั่วไป เช่น การให้ยาแก้ปวด การทำกายภาพบำบัด รวมถึงการปฏิบัติตัวเพื่อหลีกเลี่ยงต่อการเกิดข้อเข่าเสื่อม เช่น ยกของหนัก การนั่งพับเพียบ นั่งยองๆ การนั่งสมาธิเป็นเวลานานๆ การใช้ส้วมชนิดนั่งยองๆ การนอนกับพื้นเป็นประจำ ที่อาจ จะทำให้เกิดอันตรายกับเข่าขณะลุกขึ้นหรือลงนอน หลีกเลี่ยงการขึ้นบันไดบ่อยๆ ควรจะนั่งบนเก้าอี้ไม่ควรนั่งบนพื้น หากมีน้ำหนักตัวมากเกินไป การลดน้ำหนักเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะลดอาการปวด และช่วยชะลอข้อเข่าเสื่อมได้
การรักษาโดยการใช้ยา หากการรักษาทั่วไปไม่เป็นผล เพราะอาการข้อเข่าเสื่อมรุนแรงมากขึ้น อาจจำเป็นต้องใช้ยาในการรักษา ซึ่งยาที่ใช้มีให้เลือกหลากหลาย เช่น ยาแก้ปวด เป็นยาลดอาการปวดแต่ไม่ได้แก้อาการอักเสบ พอหมดฤทธิ์ยาก็ปวดอีก ยาแก้อักเสบ โดยเฉพาะยาในกลุ่มสเตียรอยด์ (steroid) สมัยก่อนนิยมใช้กันมากทั้งชนิดรับประทานและชนิดฉีดเข้าข้อ แต่ปัจจุบันความนิยมลดลงเนื่องจากผลข้างเคียงมีมาก โดยเฉพาะยาที่ฉีดเข้าข้อจะทำให้ข้อเข่าเสื่อมเร็วขึ้น ยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ยากลุ่มนี้นิยมใช้กันมากขึ้น แต่ก็มีผลในเรื่องของโรคแทรกซ้อน นอกจากยาแล้ว ยังมีการรักษาด้วยการใช้น้ำหล่อเลี้ยงข้อชนิดเทียม เนื่องจากโรคข้อเสื่อมจะมีน้ำหล่อเลี้ยงข้อน้อยทำให้มีการเสียดสีของข้อ การฉีดน้ำหล่อเลี้ยงข้อเทียมเข้าไปในเข่า 3-5 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 1 สัปดาห์ จะช่วยลดการเสียดสีของข้อ ลดอาการปวด วิธีนี้ใช้ได้เฉพาะข้อที่เสื่อมไม่มาก
การรักษาด้วยการผ่าตัดเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ซึ่งมีทั้งการผ่าตัดโดยการส่องกล้อง (arthroscope) เหมาะสำหรับข้อที่เสื่อมไม่มาก เป็นการผ่าตัดโดยใช้กล้องเข้าไปเอาสิ่งสกปรกที่เกิดจากการสึกหรอของข้อออกมา การผ่าตัดแก้ความโก่งงอของเข่า วิธีนี้ต้องตัดกระดูกบางส่วนออกทำให้ใช้เวลานานกว่าจะใช้งานได้ ส่วนใหญ่แล้วแพทย์ไม่นิยมทำ การผ่าตัดใส่ข้อเข่าเทียมเป็นการใส่ข้อเข่าเทียมเข้าแทนข้อที่เสื่อม ซึ่งผลการผ่าตัดทำให้หายปวด ผู้ป่วยใช้ชีวิตได้ดีขึ้น แต่มีราคาสูง และนั่นหมายถึงข้อเข่าเดิมไม่สามารถใช้การได้แล้ว
นอกจากนี้ยังมีวิธีรักษาข้อเข่าเสื่อมอีกวิธีหนึ่งที่ทันสมัยกว่า 3 วิธีที่กล่าวมาข้างต้น นั่นก็คือ การใช้สเต็มเซลล์จากไขมันของตัวผู้ป่วยเองเข้าไปช่วยให้กระดูกและข้อเข่าต่างๆแข็งแรงขึ้น บรรเทาอาการปวด ลดอาการแทรกซ้อน ชะลอการเสื่อมของข้อ และป้องกันความพิการ
วิธีการรักษาด้วยสเต็มเซลล์ ศัลยแพทย์จะดูดไขมันของผู้ป่วยจากบริเวณที่มีไขมันมากที่สุดในร่างกาย เช่น หน้าท้อง ก้น ต้นขา จากนั้นนำมาผ่านกระบวนการคัดแยกในห้องปฏิบัติการอย่างระมัดระวัง โดยใช้เอนไซม์ Collagenase ช่วยสกัดเอาสเต็มเซลล์ออกจากไขมันด้วยการเขย่าในเครื่องที่อุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส แล้วผสมกับสารละลายในพลาสมาเพื่อนิวทรีไลซ์ (Neutralize) ให้เกิดความสมดุลของเซลล์ จากนั้นจึงนำสเต็มเซลล์ที่ได้ฉีดกลับเข้าไปในข้อเข่าของผู้ป่วยโดยศัลยแพทย์กระดูกและข้อ (Orthopedist) สนใจข้อมูลเพิ่มเติม สอบถามไปได้ที่ 0-2714-4471 ในต่างประเทศพบว่าอาการเข่าเสื่อมรักษาด้วยวิธีใช้สเต็มเซลล์จากไขมันของตัวเองนี้มีความปลอดภัยสูง สามารถรักษาอาการของข้อเข่าเสื่อมได้.
ที่มาจาก : thairath.co.th





สมุนไพร ที่ใช้ลดความดันโลหิตสูง มีหลาก หลายสูตร อยู่ที่ผู้นำไปปฏิบัติได้ผลดีกับสูตรไหน สามารถใช้ได้ต่อเนื่อง ไม่อันตรายอะไร หลายคนโทรศัพท์แจ้งผลให้ทราบ ทำให้มีกำลังใจและมีสูตรใหม่แนะนำอีกคือ ให้เอาต้น “โคกกระออม” มีขึ้นตามที่รกร้างทั่วไปทั้งต้นรวมรากแบบสดครึ่งกิโลกรัมต้มกับน้ำ 1 ลิตรจนเดือด 10 นาที ดื่มต่างน้ำทุกครั้งที่หิวน้ำ ต้มกินจนยาจืดแล้วเปลี่ยนตัวยาใหม่ เมื่อความดันโลหิตลดลงแล้ว หยุดกินหรือกินบ้างหยุดบ้าง 2–5 วันครั้ง
โคกกระออม BALLOON VINE, HEART-PEA, CARDIOSPERMUM HALICA-CABUM LINN. อยู่ในวงศ์ SAPINDACEAE เป็นไม้เลื้อยล้มลุก ดอกสีเหลือง “ผล” สีเขียวพองลม เป็นสัน 3 สัน เมล็ดกลม สีดำ ใบสด ต้มน้ำดื่มแก้หืด เถาสด ต้มดื่มแก้ไอ ดอกสดขับโลหิต ผลดิบ ดับพิษไฟลวก น้ำคั้นรากสด หยอดตาแก้ตาต้อ สารสกัดจากใบ ทดลองกับหนูขาว สามารถลดความดันโลหิตและการอักเสบได้
ครับ หนังสือ “สมุนไพรไม้ดอกไม้ประดับหายาก” เล่มที่ 5 ของ “นายเกษตร” พิมพ์จำนวนจำกัดหมดแล้วหมดเลย ไม่วางขายที่ไหน ราคาเล่มละ 600 บาท บวกค่าส่งกลับเล่มละ 30 บาท ส่งธนาณัติซื้อสั่งจ่าย “คุณนงลักษณ์ ศรีอัชรานนท์” ตู้ ปณ.48 ปณ.สามแยก ลาดพร้าว กทม. 10901 หรือสอบถามผลิตภัณฑ์สมุนไพร แห้วหมูแคปซูล ลดความดันโลหิต, เพชรสังฆาตแคปซูล แก้ริดสีดวงทวาร, กระเทียมโทนแคปซูล สูตรแก้หอบหืด แก้ไอจากหอบหืด แก้ถุงลมโป่งพอง, ว่านชักมดลูกแคปซูล แก้น้ำคาวปลา ดับกลิ่นเหม็น แก้ต่อมลูกหมากอักเสบ ไส้เลื่อนในบุรุษ, ตรีผลาแคปซูล ลดไขมันในเส้นเลือด ลดไตรกลีเซอไรด์, ดีบัวแคปซูล ช่วยขยายหลอด เลือดไปเลี้ยงสมอง หัวใจ, ยาต้มคลายเส้นไม้เท้าเฒ่าอาลี แก้ปวดเมื่อย แก้เกาต์ ลดเบาหวาน บำรุงไต, คอลลาเจนบริสุทธิ์ เป็นผงทาหน้าช่วยให้ผิวหน้ากระชับ, ครีมโลดทนง รักษาสิวฝ้ารูขุมขนตีบลง, โทนเนอร์เช็ดหน้า ขจัดสิ่งตกค้างจากรูขุมขน, ข่อยขัดรักแร้ ดับกลิ่นเต่า รักแร้หายคล้ำ, ผงยาโบราณ ทาแก้สินแผ่นหลังตุ่ม หนองใส และอื่นๆ โทร.0–2275–2692 ครับ.
ที่มาจาก : ไทยรัฐ “นายเกษตร”
ชื่ออื่น ๆ : มะขามป้อมดิน (ภาคเหนือ), หมากไข่หลัง (เลย), ไฟเดือนห้า (ชลบุรี), เตียงจูเช่า (จีน)
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Phyllanthus urinaria Linn.
วงศ์ : EUPHORBIACEAE
ลักษณะทั่วไป :
  • ต้น : เป็นพรรณไม้ล้มลุก ลักษณะของลำต้นตั้งตรง ลำต้นมีความสูงประมาณ 4-16 นิ้ว ลักษณะของลำต้นเรียบไม่มีขน ข้อ และกิ่งก้านเป็นสีแดง
  • ใบ : ใบออกเป็นใบรวม มีใบย่อยเรียงสลับกันเป็น 2 แถว ลักษณะของใบย่อยเป็นรูปรี ปลายใบแหลมสั้น หรือมน โคนใบกลมมน หลังใบมีเป็นเขียว ส่วนใต้ท้องใบเป็นสีเขียวเทา ใบมีขนาดเล็ก กว้างประมาณ 2-5 มม. ยาวประมาณ 5-15 มม. ก้านใบสั้น
  • ดอก : ดอกมีขนาดเล็ก เป็นสีเหลืองอมน้ำตาล ดอกเพศผู้และเพศเมียจะแยกกันอยู่คนละดอก
  • ผล : ผลมีลักษณะเป็นรูปกลมแบน มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3 มม. ผิวเปลือกนอกขรุขระ ผลอ่อนเป็น สีเขียว เมื่อแก่ก็จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ข้างในผลเป็นรูปสามเหลี่ยม สีน้ำตาล ผลออกเรียงเป็นแถวอยู่ใต้ก้านใบ
การขยายพันธุ์ : เป็นพรรณไม้ที่พบขึ้นเองตามสวน หรือที่รกร้างขึ้นได้ดีในเกือบทุกประเภท ขยายพันธุ์ด้วยการใช้เมล็ด
ส่วนที่ใช้ : ทั้งลำต้น
สรรพคุณ :
  • ลำต้น ใช้ลำต้นสดประมาณ 30-60 กรัม (แห้ง 15-30 กรัม) นำมาต้มหรือคั้นเอาน้ำกิน เป็นยา แก้บิดถ่ายเป็นมูกเลือด ตับอักเสบ แก้ไข้ นิ่ว ขับปัสสาวะ ลำไส้อักเสบ ไตอักเสบบวมน้ำ โรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ต้อตาและเป็นโรคตาแดง หรือใช้ภายนอกในการตำพอก แผลที่บวมอักเสบ บริเวณริมปาก และศีรษะ เป็นต้น
ตำรับยา :
  1. เป็นไตอักเสบโดยเฉียบพลัน ให้ใช้ลำต้นแห้ง กับจั่วจิเช่า ในปริมาณอย่างละ 10 กรัม และเจียะอุ้ยแห้ง จีจูเช่าแห้ง ใช้อย่างละ 15 กรัม นำมาต้มรวมกันเอาน้ำกิน
  2. เด็กที่เป็นโรคขาดสารอาหาร ตาฟาง ให้ใช้ลำต้นแห้งประมาณ 15-20 กรัม นำมาตุ๋น ผสมกับตับหมู และตับไก่ให้รับประทาน
  3. โรคติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ หรือเป็นนิ่วให้ใช้ลำต้นสด ผักกาดน้ำสด ต้นผีเสื้อน้ำสด ในปริมาณอย่างละ30 กรัม กูดงอแงสด ประมาณ 15 กรัม นำมาต้มเอาน้ำกินตำรับยา (สัตว์) : 1. สัตว์เลี้ยงเป็นโรคบิด ให้ใช้ต้นสดประมาณ 250-500 กรัม นำมาตำคั้นเอาน้ำหรือใช้ผสมกับอาหารให้กิน
  4. ลูกหมูเป็นบิด ถ่ายออกเป็นมูกเลือด ให้ใช้ลำต้นสดประมาณ 30 กรัม หญ้ากระต่ายจันทร์สด ประมาณ 12 กรัม นำมารวมกันตำคั้นเอาน้ำให้กินวันละ 2 ครั้ง
  5. วัว ตาเป็นต้อกระจก ตาฟาง ให้ใช้ลำต้นสด เถาสังวาลพระอินทร์สด และดอกเก๊กฮวย ในปริมาณอย่างละ 250 กรัม นำมาต้มเอาน้ำให้กิน 

เอสโตรเจน ( Estrogen ) ทำให้ผิวพรรณสวยงาม
คุณผู้หญิงเคยสังเกตผิวของตัวเองในระหว่างก่อนและหลังการมีประจำเดือนหรือไม่คะ ส่วนตัวแล้ว สังเกตว่าตัวเองก่อนมีประจำเดือนผิวแห้งไม่เต่งตึง ไม่สดชื่น มีริ้วรอยง่ายจัง ถึงจะกินอาหารเสริมอะไรก็ไม่ค่อยเกิดผลเท่าไรนัก และจะมักเป็นสิวช่วง ก่อนมีประจำเดือน พอเป็นสิวก็กว่าจะรักษาหายมีรอยด่างดำ เป็นหลุมบ้าง เป็นปัญหา แต่ เมื่อหลังมีประจำเดือนแล้วผิวพรรณ ดูเรียบเนียนผิวเด้ง เต่งตึงนะคะ สิวที่เป็นก็หายไวขึ้น ผิวหน้าโดยรวมเนียนกระชับ หน้าก็ไม่มัน ผิวหน้าดูเด็กอ่ะดูดี ได้อย่างใจ เลยมานั่งคิดๆสังเกตตัวเองว่าทำไมเราถึงผิวพรรณไม่คงที่ กำลังคิดว่าอยากให้ตัวเองผิวพรรณ ได้อย่างใจเหมือนตอนช่วงหลังมีประจำเดือนอยู่ได้ตลอด admin เลยไปรองค้นข้อมูลมาค่ะว่าทำไม ช่วงการมีประจำเดือน ก่อนและหลังเรามีอะไรที่ทำให้เรามีผิวพรรณที่ดี อะไรที่ให้ผิวพรรณเราไม่ดี แล้วเราจะได้รู้วิธีการว่าทำอย่างไรให้เรามีผิวพรรณ สวยกระชับได้อย่างใจแบบช่วงหลังการมีประจำเดือน ช่วยให้เราสวยได้ ตลอดค่ะ

มาดูช่วงประจำเดือนของเราและปัญหาของผิวกันค่ะ
ลองสังเกตผิวของตัวเองให้ดี ในรอบ 1 เดือน จะมีช่วงที่ผิวดี สวยใสไม่มีปัญหา กับช่วงที่ผิวแย่ ปัญหารุมเร้า!! เช่นเป็นสิวหน้ามัน ผิวแห้ง ผิวคล้ำหมอง คุณผู้หญิง รองทำ เป็นปฎิทินประจำเดือนดูค่ะ เพื่อเป็นการดูเป็นปฎิทินตรวจเช็คสภาพผิว แล้วลองจดลักษณะของผิวเราในแต่ละช่วงของเดือนดูค่ะ เพียงแค่นี้ คุณผู้หญิงก็จะทราบสภาพของผิวคร่าวๆ ว่าในแต่ละเดือนผิวจะเปลี่ยนแปลงยังไง ช่วงไหนที่สุขภาพผิวดี ช่วงไหนที่สุขภาพผิวแย่ เพื่อการใช้ Skin Care หรือเครื่องสำอางเพื่่อดูแลให้เหมาะสม ก็เป็นการช่วยรักษาผิวให้สวยได้เสมอ และเทคนิคการดูแลบำรุงผิวให้ได้ประโยชน์สูงสุดด้วยค่ะ ลองมาดู รอบของประจำเดือนของผู้หญิงเรา จะแบ่งได้เป็น 4 ระยะ ก็คือ
  • ช่วงที่มีเลือดประจำเดือน
  • ช่วงไข่สุก
  • ช่วงไข่ตก และ
  • ช่วงก่อนมีประจำเดือน
ช่วงไหนของผู้หญิงที่มี การเพิ่มและลดลงของเอสโตรเจน
ในแต่ละช่วงระยะของประจำเดือน มีฮอร์โมนในร่างกายของเราที่ปรับเปลี่ยนไปในรอบระยะต่างๆ ก็จะมีผลกระทบกับผิวของเราด้วยเช่นกัน โดยแบ่งออกเป็น 2 ช่วงสุขภาพผิวดังนี้
  • ช่วงเวลาของผิวสุขภาพดี
ช่วงเวลาหลังจากการมีประจำ เดือนไปแล้วและกำลังจะเข้าสู่ช่วงไข่สุก จะเป็นช่วงที่ ฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) ในร่างกายสูงขึ้น ซึ่งจะทำให้ผิวจะมีความแข็งแรงมากที่สุด ผิวเด้ง ผิวใส ผิวไม่แห้งกร้าน มีน้ำมีนวล
ลองสังเกตกันดูนะคะ ช่วง หลังจากที่มีประจำเดือนไปแล้ว น่าจะประมาณ 1-3 อาทิตย์ แล้วแต่คนนะคะ ผิวจะชุ่มชื้นและเปล่งปลั่งกว่าช่วงอื่นๆ ดังนั้นในช่วงที่ผิวมีความแข็งแรงนี้ ใครที่อยากจะทดลองเครื่องสำอางใหม่ๆ หรือ การใช้เครื่องสำอางที่ช่วยให้ผิวขาวใสก็จะให้ผลที่ชัดเจนมากที่สุดค่ะ อาจจะเร่งอัดอาหารเสริมเพื่อบำรุงเร่งผิวขาวในช่วงนี้จะเห็นผลได้เร็วและชัดเจนมากๆ แต่ ฮอร์โมนเอสโตรเจนนี้จะลดต่ำลงไปเมื่อเข้าสู่ช่วงก่อนมีประจำเดือน
  • ช่วงเวลาของสุขภาพผิวเริ่มจะอ่อนแอลง
หลังจากไข่ตกและกำลังเข้าสู่ ช่วงก่อนมีประจำเดือน (ประมาณหนึ่งสัปดาห์ก่อนการมีประจำเดือน) จะเป็นช่วงที่ฮอร์โมน โปรเจสเตอโรน (Progesterone) ในร่างกายเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะมีผลทำให้ผิวของเราหลั่งน้ำมันธรรมชาติ ออกมามากขึ้นกว่าปกติ และ ช่วงใกล้ๆ มีประจำเดือนนี่เองที่ทำให้ผิวของเราอ่อนแอลง ทำให้ผิวเหนอะหนะ สิวขึ้นได้ง่ายๆ รวมถึง สิวฮอร์โมน รวม ไปถึงปัญหาที่สำคัญ ศัตรูตัวร้ายของผิวขาวสวย ซึ่งก็คือ กระ ฝ้า สร้างจุดด่างดำรักษายาก ดังนั้น ช่วงก่อนมีประจำเดือนนี้ จะต้องใส่ใจป้องกันเรื่องการโดนรังสียูวีให้มากเป็นพิเศษค่ะ
นอกจากนั้นช่วงนี้จะเป็นช่วง ที่ผิวแพ้ได้ง่าย ควรจะเลี่ยงจากทดลองเครื่องสำอางที่ไม่คุ้นเคย รวมไปถึงการใช้เครื่องสำอางเพื่อการขัดผิวต่างๆ ที่จะเป็นภาระกับผิวของเราในช่วงนี้ค่ะ ช่วงนี้ admin จะมีผิวที่อ่อนแอ ง่ายจริงๆ ค่ะ จะมีการ คันระคายเคืองที่ผิวง่ายมากๆ ส้นเท้าก็แห้งแตก
ปัญหาก่อนมีประจำเดือนที่ไม่ควรละเลย กับอาการ PMS : นอกจากนั้นในช่วงก่อนมีประจำเดือน ผู้หญิงทำงานถึง 70-80% จะมีอาการที่เรียกกันว่า PMS (Premenstrual syndrome) เช่น ปวดหัว หงุดหงิด ง่วงนอน หรือ รู้สึกเมื่อยล้า ไม่มีสมาธิในการทำงาน ดังนั้นนอกจากเรื่องการดูแลผิวแล้ว ยังต้องใส่ใจดูแลสุขภาพร่างกาย และควรจะหาเวลาเพื่อพักผ่อนให้เพียงพอ
ทราบกันแล้วนะว่า ช่วงของการมีประจำเดือน ของผู้หญิงมีผลกับการเพิ่มลด ของ เอสโตรเจน ซึ่งเจ้า เอสโตรเจน มีผลในการทำให้เรามีผิวพรรณที่ดี
เอสโตรเจนหาได้จากที่ไหน
ฮอร์โมนเอสโตรเจน ได้นำมาสังเคราะห์ใช้เป็นยา ยาเม็ดคุมกำเนิด โดยยาเอสโตรเจนมีสรรพคุณ ดังนี้
  • ใช้เป็นยาคุมกำเนิด
  • ใช้รักษาสภาวะพร่องฮอร์โมนเอสโตรเจนในวัยหมดประจำเดือน
  • ใช้รักษาสภาวะหมดประจำเดือนก่อนวัยอันควร
  • ใช้รักษาการอักเสบที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อในอวัยวะเพศของสตรี
  • ใช้ป้องกันกระดูกพรุนในเพศหญิง
เอสโตรเจนออกฤทธิ์อย่างไร
ยาเอสโตรเจน เพิ่มการสังเคราะห์ทางพันธุกรรม (DNA,RNA) และกระตุ้นการสร้างเนื้อ เยื่อต่างๆ ในด้านการคุมกำเนิดจะทำให้ท่อนำไข่หดเกร็งจนทำให้ไข่เดินทางไปสู่มดลูกได้ยาก เอสโตรเจนสามารถดูดซึมได้ดีจากระบบทางเดินอาหาร และเปลี่ยนรูปภายในตับ ร่างกายสามารถขับเอสโตรเจนส่วนเกินออกโดยทางปัสสาวะและทางอุจจาระ
การรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดต่างๆรวมทั้งยาเอสโตรเจน จะมีวิธีรับประทานที่แตก ต่างกันไป ทั้งนี้ขึ้นกับวัตถุประสงค์ของแพทย์ ขนาด และปริมาณฮอร์โมนที่ประกอบอยู่ในยา ปกติสามารถรับประทานก่อนหรือหลังอาหารก็ได้ ที่สำคัญต้องได้รับคำแนะนำและวิธีรับประ ทานที่ถูกต้องจากแพทย์ หรือจากเภสัชกร เพื่อเพิ่มความมั่นใจในการคุมกำเนิด ผู้บริโภคควรอ่านข้อแนะนำ และรายละเอียดปลีกย่อยได้จากเอกสารกำกับยา การรับประทานยาเอสโตรเจนผิดวิธี หรือผิดขนาด นอกจากจะไม่ได้รับประสิทธิผลของการคุมกำเนิด หรือของการรักษาแล้ว ยังอาจได้รับผลอันไม่พึงประสงค์ หรือผลข้างเคียงติดตามมา
สำหรับเพศชาย
ใช้รักษาโรคมะเร็งต่อมลูกหมากระยะลุกลาม และระยะแพร่กระจาย โดยขนาดรับ ประทานสูงสุดไม่เกิน 2.5 มิลลิกรัม/ครั้ง วันละไม่เกิน 3ครั้ง
สำหรับเพศหญิง
ใช้รักษาโรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) ขนาดรับประทานสูงสุดไม่เกิน 0.625 มิลลิกรัม/วัน โดยรับประทาน 3 สัปดาห์ หยุด 1 สัปดาห์
รักษาการขาดประจำเดือน ขนาดรับประทานสูงสุดไม่เกิน 1.25 มิลลิกรัม/ครั้ง ไม่เกินวันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 21 วัน หากรับประทานแล้วเกิดภาวะเลือดไหลชึม (Bleeding Per sis) ให้เพิ่มขนาดการรับประทานเป็น 2.5 มิลลิกรัม/ครั้ง วันละ 4 ครั้ง
รักษาอาการร้อนวูบวาบในวัยที่ใกล้หมดและใน วัยหมดประจำเดือน (Vasomo tor Symtoms) ขนาดรับประทานสูงสุดไม่เกิน 1.25 มิลลิกรัม/วัน
*****หมายเหตุ: ขนาดการใช้เอสโตรเจนในการรักษา ต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์เท่านั้น และเอสโตรเจนเป็นยาอันตราย มีผลข้างเคียงได้หลายอย่าง ดังจะกล่าวในหัวข้อ ผลไม่พึงประสงค์ และอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งเต้านมได้ ดังนั้น ห้ามซื้อยาใช้เอง
เอสโตรเจนมีปฏิกิริยาระหว่างยากับยาตัวอื่นๆ ดังนี้
การกินยาเอสโตรเจนร่วมกับยาต้านเชื้อวัณโรคบางชนิด จะไปลดปริมาณความเข้มข้นของเอสโตรเจนในกระแสเลือด อาจทำให้ฤทธิ์ในการคุมกำเนิดด้อยประสิทธิภาพลง ยาต้านเชื้อวัณโรคดังกล่าว เช่น ยาไรแฟมพิซิน (Rifampicin)
การกินยาเอสโตรเจนร่วมกับยาสเตรอยด์ อาจทำให้พิษของยาสเตรอยด์มีมากขึ้น ยา สเตรอยด์ดังกล่าว เช่น ยาไฮโดรคอร์ติโซน (Hydrocortisone)
การกินยาเอสโตรเจนร่วมกับวิตามินบางชนิด จะไปลดการทำงานของยาเอสโตรเจนในกระแสเลือด และทำให้ฤทธิ์ในการคุมกำเนิดด้อยประสิทธิภาพลง วิตามินดังกล่าว เช่น วิตามินซี
การใช้ เอสโตรเจน สังเคราะห์ที่หาซื้อทั่วไปอาจจะมีผลทำให้เกิดโรคมะเร็งเต้านมได้ จึงควรได้รับ เอสโตรเจน จากธรรมชาติเท่านั้น
ผลข้างเคียงจากยาเอสโตรเจน
ผลไม่พึงประสงค์ หรือผลข้างเคียงจากยาเอสโตรเจน คือ มีอาการทางระบบสืบพันธุ์สตรี เช่น ประจำเดือนมากระปริดกระปรอย ประจำเดือนขาดหรือไม่มีประจำเดือน และ/หรือมี อาเจียน ท้องเสีย วิตกกังวล พบก้อนเนื้อบริเวณเต้านม และเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม ซึมเศร้า เวียนศีรษะ อาจพบความดันโลหิตสูง ร่างกายอาจติดเชื้อรากลุ่มแคนดิดา (Candida) ได้ง่ายไขมันในเลือดสูง เช่น ไตรกลีเซไรด์ (Triglyceride) แอลดีแอล (LDL) และภาวะกล้าม เนื้อหัวใจขาดเลือด (Myocardial Infarction)
Estrogen
เอสโตรเจน (Estrogen) เป็นฮอร์โมนที่จำเป็นต่อการดูแลเรื่องความสวยงามของมนุษย์ดูแล ผิว ผม ขน ระบบเลือด และ ยังเป็น agent (ตัวประสาน) ทำให้ vitamin D รวมเข้ากับ calcium เพื่อสร้างกระดู
Estrogen จำเป็นสำหรับทั้งชาย และ หญิง แต่คนชอบเรียก Estrogen ว่าฮอร์โมนเพศหญิง ซึ่งจริง ๆ แล้ว ผู้ชายก็ต้องการครับ
การขาด Estrogen จะทำให้ ระบบรอบเดือนผิดปกติ หรือ บางคนก็ปวดท้องเวลามีรอบเดือน ผิวหนังเหี่ยวย่น ไม่เต่งตึง รวมทั้งมีไรฝุ่นด้วย ไรฝุ่นทำให้ หน้าเป็นสิว ผื่น ภูมิแพ้ จาม คัดจมูก Estrogen เป็นตัวฆ่าไรฝุ่น ใครที่มี Estrogen สูง ไรฝุ่นจะตายหมด
คนที่ขาด Estrogen คือ
1. คนที่ทำงานเร่งด่วน มีภาระ ต้อง active อยู่เสมอ
ร่างกายจะสร้างฮอร์โมน Testoterone ขึ้นมาแทน Estrogen
ทำให้กล้าตัดสินใจ แกร่ง เด็ดเดี่ยว แต่ขณะเดียวกัน ก็หมดความงาม
มีกลิ่นตัว มีไรฝุ่น ผมร่วง ผิวกร้าน และ กระดูกผุ
จะเห็นได้ว่าผู้ชายที่เป็นแมนแท้ ๆ ไม่สนใจความงาม
ก็จะขาด Estrogen ไปด้วย
2. อายุที่มากขึ้น ทำให้ร่างกายผลิต Estrogen น้อยลง
สำหรับหญิงวัยหมดประจำเดือน ก็จะเจอปัญหานี้
ร่างกายก็จะขาด Estrogen ไปโดยปริยาย ผมร่วง หัวล้าน
วิธีเสริม Estrogen มีหลายวิธี
1. ทานน้ำมะม่วงสุก, น้ำมะม่วงกวน, น้ำมะพร้าวอ่อน (ห้ามทานเนื้อ), กุ๊ยช่าย
2. ชะโลมศรีษะ หรือ ตัว ด้วย โลชั่นผลไม้ โลชั่นมะเฟือง หรือ น้ำมะพร้าวอ่อน
3. ทานอาหารเสริม เช่น มุกสกัด จะให้ผลเร็วที่สุด แต่ก็ราคาไม่ใช่ถูก

โรคไต และ วิธีบำรุงไต อาหารบำรุงไต
เกิดมาจากระบบดูดซึมไม่ดี ทำให้อาหารที่กินเข้าไปแล้วมันเข้าตัวไม่ได้ จะถูกส่งไปให้ไตขับทิ้ง ทำให้ไตทำงานหนักมากกว่าปกติ เป็นที่คาดการณ์กันว่า ในอีก 5 ปีข้างหน้า จะมีคนต้องรอล้างไตอีก 9 ล้านคน
ไต มีหน้าทีกรองเลือดว่าเม็ดไหนหมดอายุแล้ว

ก็กรองออกไป เม็ดเลือดที่ยังไม่หมดอายุก็ส่งคืนกลับไป และอื่น ๆ อีกมาก
  • ลำไส้เล็กต้องต้องดูดซึมกลุ่มสารอาหาร ที่จะไปสร้างกรดอะมิโนเพื่อไปสร้างเซลล์ใหม่ในร่างกาย เช่น เซลล์กล้ามเนื้น เซลล์ประสาท เซลล์กระดูก ได้แก่ โปรตีน วิตามิน ซี,วิตามิน บี1,วิตามิน บี3,วิตามิน บี6
  • ลำไส้ใหญ่ต้องดูดซึมกลุ่มสารอาหาร ที่จะไปสร้างเม็ดเลือดเพื่อไปสร้างภูมิคุ้มกัน ได้ วิตามิน เอ,วิตามิน ซี,วิตามิน อี
ไตทำงานหนัก โดยไม่จำเป็น คือ
  • กินอาหารรสจัด
  • กินอาหารผัดน้ำมันเป็นประจำ
  • กินเนื้อสัตว์ แล้วไม่มีวิตามิน ซี,วิตามิน บี1,วิตามิน บี3,วิตามิน บี6 (ซึ่งหาได้จากน้ำกระชาย) มาช่วยเปลี่ยนโปรตีนให้เป็นกรดอะมิโนถึงจะมีประโยชน์ต่อร่างกาย
  • เกิดจากความกล้ว ขี้ตกใจ ชอบข่มชู่คนอื่น ถ้าเป็นอย่างนี้ร่างกายจะผลิตไขมันขึ้นมาเอง ให้เป็นไขมันฝ่ายร้าย ถ้าอารมณ์ดี ไม่เครียด มีจิตเมตตาก็จะเป็นไขมันฝ่ายดี
  • (ถ้าดูแลปอดดี ไตก็จะแข็งแรง เมื่อไตแข็งแรง กระดูกก็จะแข็งแรงด้วย)
วิธีดูแลไต
  • รู้ว่าเป็นโรคไตแล้ว ควรให้หมอรักษาดีที่สุด
  • งดอาหารผัดน้ำมัน
  • ล้างลำไส้ หรือระบบดูดซึม เป็นประจำด้วยสูตร
  • มะละกอดิบต้มน้ำ เอาน้ำมาชงชา (ดื่มกิน)
  • โยเกิต+นมสด+น้ำผึ้ง+มะนาว (ดื่มกิน)
  • ใช้เห็ดสามอย่างขึ้นไป นำมาปรุงอาหาร (ห้ามผัดน้ำมัน)
อาหารบำรุงไต
น้ำกระชาย เม็ดบัว เห็นหูหนูดำ ลูกเกด องุ่นดำ ถั่วดำ งาดำ ลูกแปะก้วย ผลไม้ชื่อลูกไข่เน่า กล้วยตาก ลูกสำรอง เฉาก๊วย แก้วมังกร ถั่วห้าสี ผักดอก ผลไม้ดอง
สูตรละลายนิ่วในไต
  • กินแกนสับปะรดวันละ 3 แกน หรือจะปั่นกิน คู่กับใบโหระพา ก็ได้ กินจนหายปวดหลัง (สังเกตตัวเอง)
  • เหล้าขาว 1 ก๊ง เติมมะนาว 1 ลูก กินก่อนนอน 10 ถึง 20 วัน แล้วหยุดกิน
สูตรล้างไต
  • รากหมาก รากมะพร้าว รากตาล ลูกใต้ใบ ต้มรวมกันแล้วเอาน้ำมาดื่ม เพื่อล้างไต
  • ข่า ตะไคร์ ใบมะกรูด ใบมะนาว กระชาย หอมแดง ใบสะระแหน่ อย่างละ 1 กำมือ ใส้ในหม้อดิน เติมน้ำให้ท่วมต้มให้เดือด แล้วยกลง รอให้เย็น กินให้หมด ภายใน 1 วัน
โรคไต
เมื่อพูดถึงโรคไต คนทั่วไปมักจะนึกถึงอาการปวดหลัง อันนี้เนื่องจากเป็นการบอกเล่าต่อๆ กันมา ซึ่งก็พ้องกับความรู้ในทางการแพทย์ที่พบว่า ไตเป็นอวัยวะที่อยู่ทางด้านหลังของช่องท้องระดับเอว เมื่อมีโรคของไตก็น่าจะแสดงอาการตรงที่ไตอยู่ แต่เชื่อหรือไม่ว่า คนไข้ที่ไปให้แพทย์ตรวจด้วยโรคปวดหลังและสงสัยว่าตนเองเป็นโรคไตนั้น เมื่อแพทย์ตรวจจริงๆ แล้วพบว่าเป็นโรคไตน้อยมาก คนไข้โรคไตมักจะไปหาแพทย์ด้วยอาการอย่างอื่นโดยไม่ได้สงสัยเลยว่าตนเป็นโรคไต อาการดังกล่าวนั้นก็คือ อ่อนเพลีย ไม่มีแรง เบื่ออาหาร ซึ่งเป็นเพราะไตทำหน้าที่ขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย
เมื่อเป็นโรคไต และไตทำงานน้อยลง จะมีของเสียคั่งอยู่ในร่างกาย หรืออาจจะไปหาแพทย์ด้วยอาการบวม ซึ่งเกิดจากไตซึ่งปกติเคยขับถ่ายน้ำและเกลือออกจากร่างกาย เมื่อไตผิดปกติ ก็จะมีอาการคั่งของน้ำและเกลือเกิดอาการบวมขึ้น นอกจากนั้นโรคไตยังทำให้เกิดอาการซีด ความดันโลหิตสูง หอบเหนื่อย จะเห็นว่าไตทำหน้าที่หลายอย่างมากในการควบคุมระดับของสารต่างๆ ในร่างกายให้คงที่เพื่อที่จะทำให้ดำรงชีวิตอยู่ได้ เมื่อเป็นโรคไตจึงทำให้เกิดอาการอื่นๆ อีกได้ดังกล่าวแล้ว
การที่ไตมี 2 ข้างนับเป็นความฉลาดของธรรมชาติอย่างหนึ่ง คนเราอาจจะเสียไตไปข้างหนึ่ง แล้วก็ยังสามารถมีชีวิตอยู่ได้ตามปกติ เพราะไตข้างที่เหลือจะทำงานแทนได้เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ และถ้าไตที่เหลืออีกข้างหนึ่งมีการเริ่มเสียไปอีกอย่างช้าๆ ร่างกายก็จะปรับตัวไปได้เรื่อยๆ ก็ยังไม่เกิดอาการอะไรเช่นกัน จนเมื่อไตเสียไปมาก ทำงานได้เพียงประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์แล้วนั่นแหละ จึงจะเกิดมีอาการ ซึ่งอาการก็ไม่ได้ชี้บ่งเฉพาะว่ามีโรคไต เช่น มีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น
การจะวินิจฉัยโรคได้ก็ต้องอาศัยการตรวจปัสสาวะ ซึ่งเป็นผลิตผลที่ได้มาจากไต เมื่อมีโรคไตก็จะต้องมีการผิดปกติในปัสสาวะให้เห็น ดังนั้นในประชาชนทั่วไป การสังเกตดูปัสสาวะตนเองก็เป็นการช่วยการวินิจฉัยโรคไตแต่เนิ่นๆ ได้สีของปัสสาวะโดยปกติในรายที่กินน้ำมาก จะขับถ่ายน้ำออกมามากปัสสาวะก็จะใส แต่ถ้าร่างกายขาดน้ำ เช่น เวลาที่เรามีไข้มักพบว่าสีของปัสสาวะจะเหลืองกว่าธรรมดาก็ยังถือว่าปกติ แต่ถ้าเหลืองจัดมากเหมือนจีวรพระก็อาจจะเป็นโรคดีซ่านได้ หรือถ้าปัสสาวะสีแดงเป็นเลือดเลย ก็บอกถึงว่ามีเลือดออกในไต หรือทางเดินปัสสาวะ ปัสสาวะขุ่นเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ได้รับความสนใจจากคนทั่วไปมาก ปัสสาวะปกติแล้วมักจะใส แต่ถ้าตั้งทิ้งไว้อาจจะมีตะกอนได้ เนื่องจากมีสารบางอย่างที่ร่างกายขับออกมาตกตะกอน แต่ถ้าขุ่นมากและลักษณะเป็นหนองก็ถือว่าเป็นความผิดปกติอย่างหนึ่ง
อากัปกิริยาของการถ่ายปัสสาวะก็เป็นส่วนช่วยในการที่จะช่วยวินิจฉัย ถ้าปัสสาวะขัด แสบ ไม่พุ่งเป็นสาย มักจะบอกถึงความผิดปกติของทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง ถ้าเป็นคุณผู้ชายก็อาจจะเป็นผลจากการผ่านศึกหนักอย่างช่ำชองมานาน เป็นหนองในเรื้อรัง มีการตีบตันของทางเดินปัสสาวะส่วนล่างได้ ถ้าโรคลามจากส่วนล่างขึ้นไปถึงไตก็จะมีอาการไข้ ปวดหลัง อาจจะร้าวจากเอวลงมาที่หัวเหน่า ก็พึงรู้ว่าข้าศึกได้ลุกคืบหน้าขึ้นไปถึงไตแล้ว ท่านว่าให้รีบรักษาเสีย มิฉะนั้นเชื้อโรคก็จะแทรกซึมเข้าไปในกระแสโลหิตไปทั่วตัวได้
อาการบวม ก็เป็นอีกลักษณะอาการหนึ่งของโรคไต ทำให้ผู้ป่วยตกใจรีบไปหาหมอ เพราะดูเป็นอาการที่น่าตกใจ และมักจะเชื่อว่าถ้าถึงกับบวมแล้วคงรักษาไม่หาย เอาชีวิตไม่รอดแน่ ซึ่งความเชื่ออันนี้ไม่แน่เสมอไป เพราะอาการบวมอาจเป็นอาการเริ่มแรกของโรคไตบางชนิด ซึ่งอาจจะรักษาให้หายได้ อาจจะเป็นผลดีกับผู้ป่วยด้วยซ้ำ ที่แสดงอาการให้เป็นที่น่าตกใจรีบไปหาหมอ เมื่อเทียบกับโรคไตที่ค่อยๆ เป็นทีละเล็กละน้อยไม่มีอาการอะไรได้มากนัก
ในผู้ป่วยที่เป็นโรคไตชนิดบวมนี้เองที่หมอมักจะให้ผู้ป่วยงดอาหารที่มีรสเค็ม เพราะถ้ายิ่งกินจะยิ่งบวม คนทั่วไปก็เลยเหมาว่าเป็นโรคไตแล้วต้องงดเค็ม ซึ่งไม่เป็นความจริง โรคไตบางชนิดอาจต้องกินเค็มมากกว่าธรรมดาด้วยซ้ำ ดังนั้น จึงมีเพียงผู้ป่วยโรคไตที่บวม หรือมีความดันโลหิตสูงเท่านั้นที่ควรจะงดเค็มจัด เมื่อเกิดอาการบวมขึ้น ผู้ที่ชอบรักษาตัวเองก็มักจะนึกถึงยาขับยาบำรุงไตให้แข็งแรง แล้วก็เวียนไปซื้อยาประเภทนี้มากินเอง ซึ่งเมื่อกินแล้วปัสสาวะก็ออกมาเป็นสี จึงเกิดความรู้สึกว่าได้ผล แต่ที่จริงแล้วยาพวกนั้นเป็นยาที่มีสีผสมอยู่ สีจึงถูกขับถ่ายออกมาทางไตเท่านั้น เพราะไตทำหน้าที่เหมือนโรงงานเก็บขยะ เมื่อเลือดผ่านมาเลี้ยงไต สิ่งใดที่เป็นของเสียไตก็สกัดออกจากเลือด สิ่งใดที่เป็นสิ่งแปลกปลอมที่เรากินเข้าไปแล้วไม่ต้องการใช้ในร่างกาย เช่น ยา สี สารเป็นพิษ ไตก็จะสกัดออกมาเช่นกัน ฉะนั้นยาขับต่างๆ ที่ทำให้ปัสสาวะเป็นสี ก็เป็นเพียงวัตถุแปลกปลอมที่ไตขับออกมาเท่านั้น ยาบำรุงไตก็เช่นเดียวกันไม่มียาอะไรที่จะทำให้ไตแข็งแรงขึ้นมาได้ ถ้าโชคร้ายตัวยาบำรุงนี้เองอาจจะเป็นพิษทำให้ไตเสียมากขึ้นไปอีก ฉะนั้นการจะฉีดยา กินยาอะไรระหว่างที่เป็นโรคไต ควรระมัดระวังให้ดี เป็นต้นว่า ยาซัลฟา ยาแก้ปวด สเตร๊ปโตมัยซิน กาน่ามัยซิน พวกนี้มีพิษต่อไตทั้งสิ้น
บางคนเรียกโรคไตว่าโรค “ตาย” ทั้งนี้เป็นเพราะพอมีอาการก็มักจะพบว่า ไตฝ่อเป็นแผลไปหมดแล้ว ทำให้ฟื้นคืนดีได้ยาก ส่วนขณะที่อาการยังไม่ปรากฏแต่แพทย์ตรวจพบว่ามีโรคไตอยู่ คนไข้ก็ลังเลที่จะให้แพทย์รักษา เพราะอยู่ดีๆ ตรวจปัสสาวะพบว่าผิดปกติเข้าก็จับมาทำการเจาะเลือด เอ๊กซเรย์ บางครั้งก็เจ็บตัวมากกว่านั้น เพราะต้องได้รับการเจาะไตอีกด้วยจึงจะวินิจฉัยโรคได้ พอเริ่มรักษาก็ต้องกินยามากมาย เกิดอาการจากฤทธิ์ข้างเคียงของยาก็มาก หมอก็นัดมาตรวจเช็คบ่อยๆ ค่าใช้จ่ายก็สูง ก็อยู่ดีๆ ไม่มีอาการอะไรจะให้มาเจ็บตัว เสียเงินเสียทอง เสียเวลามากมายด้วยเหตุผลอะไรกัน ดังนั้นการรักษาโรคไตให้ได้ผลจึงขึ้นอยู่กับความเข้าใจระหว่างหมอกับคนไข้พอสมควร โรคไตบางชนิดก็หายไปได้เอง บางชนิดก็เป็นเรื้อรังต้องติดตามการรักษาระยะยาว หมอที่ดูแลคนไข้โรคไตมามากมาย พอจะหลับตามองเห็นการลุกลามของโรคไตในระยะต่อไปได้
แม้ว่าขณะนี้ดูเหมือนว่าจะไม่มีอาการอะไรแต่อีกไม่กี่ปีไตก็จะฝ่อไป จึงเสี่ยงที่จะให้ยาทั้งๆ ที่รู้ว่าอาการข้างเคียงมาก ดีกว่าที่จะปล่อยไตไว้ให้เสียมาก แล้วทำอะไรไม่ได้ ถึงแม้ว่าปัจจุบันการใช้ไตเทียม ก็พึงสังวรไว้เถิดว่าอะไรที่สร้างขึ้นมาเพื่อแก้กลไกของธรรมชาตินั้น ไม่มีวันจะสมบูรณ์ ต้องได้รับการทำไตเทียมเป็นระยะๆ ชีวิตไปพึ่งอยู่กับเครื่องมือวิทยาศาสตร์ ซึ่งทำหน้าที่ไม่ได้ดีเท่ากับไตของเราเอง จะหวังพึ่งการผ่าตัดเปลี่ยนไตก็เช่นเดียวกัน กว่าจะหาไตของคนตายที่เขาบริจาคให้ได้ก็เลือดตาแทบกระเด็น หามาได้แล้วอาจจะไม่เข้ากับตัวคนไข้อีก เหมือนยืมจมูกคนอื่นหายใจ มันไม่ยั่งยีนหรอก ต่อไปร่างกายเราก็ไม่ยอมรับไตที่เอามาใช้แทน ก็พังไปอีก นอกจากนั้นการทำไตเทียม และผ่าตัดเปลี่ยนไตก็เสียค่าใช้จ่ายสูงมาก เป็นแสนๆ บาทต่อคน จะมีคนในบ้านเราสักกี่คนที่จะมีเงินมีทองทำเช่นนั้นได้ อย่ากระนั้นเลย พยายามรักษาไตของเราเองไว้ดีกว่า มีอะไรก็เริ่มรักษาแต่เนิ่นๆ ระมัดระวังเรื่องยา สารเป็นพิษต่อไต ไม่ต้องไขว่คว้าหายามาบำรุง กินอาหารให้ถูกต้อง พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายบ้างตามสมควร ก็ถมเถไปแล้ว

สมุนไพรรักษาโรคไต
โรคไต วายเรื้อรังระยะสุดท้าย หรือที่เราเรียกกันว่าไตวาย หลายคนไม่เคยรู้จัก เลยไม่กลัวพิษภัยว่าจะต้องดูแลรักษาตัวอย่างไร สิ้นเปลืองค่ารักษาขนาดไหน แม้แต่เวลาในการไปรักษาหรือไปพบแพทย์แต่ละครั้ง ผู้ที่เคยเป็นหรือกำลังเป็น โรคไต วาย อยู่ก็จะรู้ดี มีผู้อ่านบางท่านอยากให้ชมรมเพื่อนช่วยเพื่อน โรคไต พิษณุโลก ไปสืบค้นสมุนไพร หรือพืชผักอะไรที่ช่วยยับยั้ง รักษา โรคไต วายได้ แล้วนำมา สังเคราะห์ ปรึกษาผู้รู้ แล้วนำมาเผยแพร่ ก็เลยได้ทำงานขนานใหญ่เพื่อนำมาเผยแพร่ให้กับผู้อ่านทุกท่าน โดยได้ปรึกษากับท่านอาจารย์ที่สอนสมุนไพรไทยของชมรมแพทย์แผนไทยพิษณุโลก (วัดทองหลาง) เพื่อหาตัวยามาให้กับทุกท่าน ขอเชิญติดตามก็แล้วกัน เผื่อเป็นประโยชน์
สมุนไพรมีมากมายหลายชนิดทึ่ช่วยบำรุง รักษา โรคไต ได้ ในความคิดของผมคิดว่าถ้าท่านจะเลือกใช้สมุนไพร ไม่ว่าจะเป็นการรักษา โรคไต หรือโรคใด ๆ ก็ตาม สิ่งที่ต้องระวังคือ เรื่องการรักษาความสะอาดของตัวยาสมุนไพร ระยะเวลาการเก็บรักษาสมุนไพร คือถ้าสมุนไพรเก็บไว้นานเกินคุณค่าของสมุนไพรอาจเสื่อมคุณภาพ และ อาจมีเชื้อรา ซึ่งผู้ที่จะนำมาใช้ควรมีความรู้และพิจารณาให้เข้าใจจึงจะเป็นประโยชน์ ในการเลือกใช้สมุนไพร นอกจากนี้แล้วสมุนไพรที่นำมารวมกันหลาย ๆ ตัว อาจมีสรรพคุณขัดกัน พูดง่ายๆ ทำลายกันเองดังนั้นจึงควรศึกษาให้เข้าใจจริง ๆ จึงจะทำให้เกิดประโยขน์ มิฉะนั้นแล้วจะเป็นโทษต่อผู้ใช้เอง

สมุนไพรที่จะกล่าวต่อไปนี้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการบำรุงไต หรือ รักษา โรคไต คือ
1. รากหญ้าคา รากหญ้าคานี้มีรส หวานเล็กน้อย เมื่อนำมาล้างน้ำให้สะอาด ก็นำไปต้มกับน้ำสะอาดพอเดือดแล้ว นำน้ำนั้นมาดื่มต่างน้ำ เสมือนน้ำชา รับประทานเป็นประจำขะช่วยบำรุงไตให้ทำงานได้ดี มีอายุการทำงานได้นาน ไม่เสื่อม
2. หัวยาข้าวเย็นเหนือและใต้ มีสรรพคุณเหมือนกัน มีรสมันกร่อยหวานเล็กน้อย นิยมมาใช้แก้อักเสบ แก้ปัสสาวะพิการ โดยนำมาใช้ร่วมกับยาอื่น จะได้ผลดี
3. กระแตไต่ไม้
กระแตไต่ไม้
มีรสจืดเบื่อ เป็นพืชที่เกาะอยู่ตามไม้อื่น ๆ หรือเกาะอยู่ตามหินผา ใบแข็งใหญ่ห่อหุ้มหัวไว้มีใบเล็กติดก้านคล้ายใบเฟิร์น เป็นแฉก ๆ งอกออกจากหัว หัวยาวมีขนสีน้ำตาลแก่ห่อหุ้มอยู่ นำมาต้มดื่มน้ำแก้ไตพิการได้ แต่รับประทานมากจะเกิดอาการระบาย หรืออาจท้องเสีย ดังนั้นควรใส่ผสมตัวยาอื่น โดยใส่แต่เล็กน้อยจะใช้ได้ผลดี
จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็น โรคไต เป็นคำถามที่มักจะได้ยินบ่อยๆ คำตอบก้คือใช้การวินิจฉัยโรค ซึ่งตามหลักวิชาแพทย์จะอาศัยกรรมวิธี 3 ประการคือ
1. การซักประวัติ (Signs) จะได้ทราบถึงลักษณะอาการ
2. การตรวจทางร่างกาย (Symptoms) จะได้ทราบอาการที่แสดง
3. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Lab) คือการตรวจทางห้องแล็ป ได้แก่การตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ และการเอ็กซ์เรย์ รวมทั้งการตรวจทางพยาธิวิทยาเช่น การตรวจทางชิ้นเนื้อ การเพาะเลี้ยงเชื้อ เป็นต้น
โดยปกติแล้วเราต้องเรียนรู้กายวิภาคและสรีระหน้าที่ก่อน คือต้องรู้ว่าสภาพปกติของอวัยวะนั้นๆ เป็นอย่างไรก่อน แล้วจึงมารู้เรื่องพยาธิสภาพก็คือการรู้
ภาวะการเป็นโรคซึ่งจะทราบถึงอาการ อาการแสดง และการตรวจทางห้องแล็ป พูดง่ายๆการที่จะรู้ว่าเป็น โรคไต หรือไม่ ก็ต้องรู้สภาพปกติและหน้าที่ของ
ไต รวมทั้งโรคต่างๆของไตเสียก่อน เมื่อไตเป็นโรคก็จะมีอาการ และอาการแสดงตลอดจนความผิดปกติทั้งทางสภาพและหน้าที่ เมื่อประมวลต่างๆเข้าด้วยกันก็จะรู้ว่าเป้น โรคไต หรือไม่
โรคไต สามารถใช้หลักในการแบ่งความผิดปกติได้หลายวิธี
1. แบ่งตามสาเหตุ
  • โรคไต ที่เป็นมาแต่กำเนิด (Congenital) เช่นมีไตข้างเดียวหรือไตมีขนาดไม่เท่ากัน โรคไต เป็นถุงน้ำ (Polycystic kidney disease) ซึ่งเป็นกรรมพันธุ์ด้วย เป็นต้น
  • โรคไต ที่เกิดจากการอักเสบ (Inflammation) เช่นโรคของกลุ่มเลือดฝอยของไตอักเสบ (glomerulonephritis)
  • โรคไต ที่เกิดจากการติดเชื้อ (Infection) เกิดจากเชื้อแบคที่เรียเป็นส่วนใหญ่ เช่นกรวยไตอักเสบ ไตเป็นหนอง กระเพาะปัสสาวะอักเสบ (จากเชื้อโรค) เป็นต้น
  • โรคไต ที่เกิดจากการอุดตัน (Obstruction) เช่นจากนิ่ว ต่อมลูกหมากโตมะเร็งมดลูกไปกดท่อไต เป็นต้น
  • เนื้องอกของไต ซึ่งมีได้หลายชนิด
2.แบ่งตามกายวิภาคของไต
  • โรคของหลอดเลือดของไต เช่นมีการตีบหรืออุดตันของหลอดเลือดไต
  • โรคของกลุ่มเลือดฝอยของไต (Glomerulus) ซึ่งพบได้มาก เกิดการอักเสบชนิดไม่ติดเชื้อ (Glomerulonephritis)
  • โรคของหลอดไต (Tubule) เช่นการตายของหลอดไตภายหลังอาการช็อคหรือได้รับสารพิษ เกิดภาวะไตวายแบบเฉียบพลัน (Acute renal failure)
  • โรคของเนื้อไต (Interstitium) เช่น แพ้ยาหรือได้รับสารพิษ เป็นต้น
3. แบ่งตามต้นเหตุ จะแบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ได้ 2 กลุ่ม
  • ต้นเหตุจากภายในไตเอง ซึ่งอาจรูหรือไม่รู้สาเหตุก็ได้
  • ต้นเหตุจากภายนอกไต เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรค SLE
อาการ อาการแสดง และการตรวจทางห้องปฏิบัติการจะแตกต่างกันไปตามแต่ละชนิดและตามระยะของโรค สิ่งตรวจพบอย่างหนึ่งอาจตรวจพบได้ในหลายๆโรค ไม่เฉพาะเจาะจง เช่น อาการบวม อาจเกิดจาก โรคไต โรคตับ โรคหัวใจ โรคขาดสารอาหารโปรตีน จากความผิดปกติของฮอร์โมน หรือจากผลข้างเคียงของยาบางตัว แต่คนทั่วไปอาจรูจักกันดีว่า อาการบวมเป็นอาการที่พบได้บ่อยใน โรคไต ซึ่งก็เป็นจริงถ้ามีลักษณะบ่งชี้เฉพาะของ โรคไต และแยก
แยะโรคอื่นๆออกไปแล้วในขณะเดียวกัน โรคอื่นๆอาจจะมีอาการและสิ่งตรวจพบได้หลายอย่างที่มีส่วนคล้านเช่นโรคเอส แอล อี ซึ่งเป็นโรคแพ้ภูมิตัวเอง อาจมีอาการแสดงออกตามระบบต่างๆเช่น ผิวหนัง เส้นผม ข้อ ไต หัวใจ ปอด และระบบเลือดเป็นต้น
ดังนั้นการวินิจฉัยดรคไตจะใช้วิธีย้อนศร กล่าวคือจะเริ่มดูจากปัสสาวะ ก่อนเพราะไตเป็นตัวสร้างและขับถ่ายปัสสาวะ ดังนั้นปัสสาวะกับไตน่าจะมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ที่สำคัญต้องมีขบวนการซักประวัติ ตรวจร่างกาย ตรวจเลือด ปัสสาวะ เอ็กซ์เรย์ บางครั้งอาจต้องเจาะไต (kidney biopsy) เอาเนื้อไตมาตรวจจึงจะทราบว่าเป็น โรคไต
เหตุสงสัยว่าจะเป็น โรคไต พอจะสรุปได้ดังนี้
  • ปัสสาวะเป็นเลือด โดยปกติในน้ำปัสสาวะจะไม่มีเลือดหรือเม็ดเลือดสอออกมา อาจมีได้บ้างประมาณ 3-5 ตัว เมื่อดูด้วยกล้องจุลทรรศ์ขยายปานกลางการมีเลือดออกในปัสสาวะถือเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็น โรคไต แต่ก็อาจจะไม่ใช่ก็ได้ ปัสสาวะเป็นเลือด อาจเป็นเลือดสดๆ เลือดเป็นลิ่มๆ ปัสสาวะเป็นสีแดง สีน้ำล้างเนื้อ สีชาแก่ๆ หรือปัสสาวะเป็นสีเหลืองเข้มก็ได้ ในสตรีที่มีประจำเดือน ปัสสาวะอาจถูกปนด้วยประจำเดือน กลายเป็นปัสสาวะสีเลือดได้ ถือว่าปกติ ในโรคของระบบทางเดินปัสสาวะส่วนล่างเช่น กระเพาะปัสสาวะอักเสบ ต่อมลูกหมากโต ปัสสาวะมักจะเป็นเลือดสดๆ หรือเป็นลิ่มๆได้ ในโรคของเนื่อไตหรือตัวไตเอง การมีเลือดในปัสสาวะมักเป็นแบบสีล้างเนื้อ สีชาแก่ หรือสีเหลืองเข้ม ในผู้ป่วยชาย จำเป็นต้องตรวจค้นหาสาเหตุของปัสสาวะเป็นเลือด แม้จะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวก็ตาม แต่ในผู้หญิงเนื่องจากมีโอกาสกรพเพาะปัสสาวะอักเสบได้บ่อยอาจตรวจค้นหาสาเหตุได้ช้าหน่อย ในหลายๆกรณีแม้การตรวจปัสสาวะ ตรวจเลือด เอ็กซ์เรย์ อาจยังไม่สามารถบอกสาเหตุได้ จำเป็นต้องเจาะเอาเนื่อไตมาตรวจโดยพยาธิแพทย์ จึงจะทราบถึงสาเหตุได้
  • ปัสสาวะเป็นฟองมาก คนปกติเวลาปัสสาวะอาจจะมีฟองขาวๆบ้าง แต่ถ้าในปัสสาวะมีไข่ขาว (albumin) หรือโปรตีนออกมามาก จะทำให้ปัสสาวะมีฟองได้มาก ขาวๆ เหมือนฟองสบู่ จำเป็นต้องตรวจปัสสาวะ และเก็บปัสสาวะตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อหาปริมาณโปรตีนในปัสสาวะ ผู้ป่วยที่มีไข่ขาวออกมาในปัสสาวะมาก ส่วนมากเป็นจากโรคหลอดเลือดฝอยของไตอักเสบจากไม่รู้สาเหตุ ทำให้ระดับโปรตีนในเลือดลดลงและเกิดอาการบวม รวมทั้งปริมาณโคเลสเตอรอลและไขมันเลือดสูงได้ดูการตรวจหาระดับโปรตีน (albumin) ในปัสสาวะด้วยตนเองการตรวจพบไข่ขาวออกมาในปัสสาวะในจำนวนไม่มากอาจพบได้ในโรคหัวใจวาย ความดันโลหิตสูง เป็นต้น แต่การมีปัสสาวะเป็นเลือด พร้อมกับมีไข่ขาว-โปรตีนออกมาในปัสสาวะพร้อมๆกัน เป็นข้อสัญนิฐานที่มีน้ำหนักมากว่าจะเป็น โรคไต
  • ปัสสาวะขุ่น อาจเกิดจากมี เม็ดเลือดแดง (ปัสสาวะเป็นเลือด) เม็ดเลือดขาว(มีการอักเสบ) มีเชื้อแบคทีเรีย (แสดงว่ามีการติดเชื้อ) หรืออาจเกิดจากสิ่งทีร่างกายขับออกจากไต แต่ละลายได้ไม่ดี เช่นพวกผลึกคริสตัลต่างๆ เป็นต้น
  • การผิดปกติของการถ่ายปัสสาวะ เช่นการถ่ายปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะแสบปัสสาวะราด เบ่งปัสสาวะ อาการเหล่านี้ล้วนเป็นอาการผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะ เช่นกระเพาะปัสสาวะ ต่อมลูกหมากและท่อทางเดินปัสสาวะ
  • การปวดท้องอย่างรุนแรง (colicky pain) ร่วมกับการมีปัสสาวะเป็นเลือด ปัสสาวะขุ่น หรือมีกรวดทราย แสดงว่าเป็นนิ่วในไตและทางเดินปัสสาวะ
  • การมีก้อนบริเวณไต หรือบริเวณบั้นเอวทั้ง 2 ข้าง อาจเป็น โรคไต เป็นถุงน้ำการอุดตันของไต หรือเนื้องอกของไต
  • การปวดหลัง ในความหมายของคนทั่วๆไป การปวดหลังอาจไม่ใช่ โรคไต เพราะการปวดบริเวณเอวมักเกิดจากโรคกระดูและข้อ หรือกล้ามเนื้อ ในกรณีที่เป็นกรวยไตอักเสบ จะมีอาการไข้หนาวสั่นและปวดหลังบิเวณไตคือบริเวณสันหลังใต้ซี่โครงซีกสุดท้าย
อาการและอาการแสดงทั้งหมดที่กล่าวนี้ จัดเป็นอาการและอาการแสดงเฉพาะที่(local signs&symptoms) ซึ่งได้แก่ไต ทางเดินปัสสาวะ และการขับถ่ายปัสสาวะ นอกจากนั้นยังมีกลุ่มอาการและอาการแสดงที่ชวนให้สงสัยหรือเป็นส่วนหนึ่งของอาการดรคไตคือ อาการแสดงทั่วไป (systemic signs &symptoms) ได้แก่
อาการบวม เป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็น โรคไต จะมีอาการบวม โดยเฉพาะการบวมที่บริเวณหนังตาในตอนเช้า หรือหน้าบวม ซึ่งถ้าเป็นมากจะมีอาการบวมทั่วตัว
อาจเกิดได้ใน โรคไต หลายชนิด แต่ที่พบได้บ่อย โรคไต อักเสบชนิดเนฟโฟรติคซินโดรม (Nephrotic Syndrome) อย่างไรก็ตามอาการบวมอาจเกิดได้จากโรค ตับ โรคหัวใจ การขาดสารอาหารโปร ความผิดปกติเกี่ยวกับฮอร์โมน และการบวมชนิดไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งต้องใช้การซักประวัติ ตรวจร่างกาย และการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อใช้แยกแยะ หรือยืนยันให้แน่นอน
  • ความดันโลหิตสูง เนื่องจากไตสร้างสารควบคุมความดันโลหิต ประกอบกับไตมีหน้าที่รักษาสมดุลของน้ำและเกลือแร่ในร่างกาย เพราะฉะนั้นความดันโลหิตสูงอาจเป็นจาก โรคไต โดยตรง หรือในระยะไตวายมากๆความดันโลหิตก็จะสูงได้ อย่างไรก็ตาม สาเหตุของความดันโลหิตสูงนั้นมีมากมาย โรคไต เป็นเพียงสาเหตุหนึ่งเท่านั้น แต่ก็เป็นสาเหตุที่สามารถรักษาให้หายขาดได้
  • ซีดหรือโลหิตจาง เช่นเดียวกับความดันโลหิตสูง สาเหตุของโลหิตจางมีได้หลายชนิด แต่สาเหตุที่เกี่ยวกับ โรคไต ก็คือ โรคไต วายเรื้อรัง (Chronic renalfailure) เนื่องจากปกติไตจะสร้างสารอีริโธรโปอีติน (Erythopoietin) เพื่อไปกระตุ้นให้ไขกระดูกสร้างเม็ดเลือดแดง เมื่อเกิดไตวายเรื้อรังไตจะไม่สามารถสร้างสารอีริโธรโปอีติน (Erythopoietin) ไปกระตุ้นไขกระดูก ทำให้ซีดหรือโลหิตจาง มีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย หน้ามือ เป็นลมบ่อยๆ
ขอแนะนำว่า ถ้าอยากรู้ว่าตัวเองเป็น โรคไต หรือไม่นั้น ต้องไปพบแพทย์ ทำการวักประวัติ ตรวจร่างกาย และตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น ตรวจปัสสาวะตรวจเลือด เอ็กซ์เรย์ จึงจะพอบอกได้แน่นอนขึ้นว่าเป็น โรคไต หรือไม่ ถ้าหากพบแพทย์ท่านหนึ่งแล้วยังสงสัยอยู่ก็ขอให้ไปพบและปรึกษาแพทย์ โรคไต เฉพาะอายุรแพทย์ โรคไต (Nephrologist) หรือศัลยแพทย์ทางเดินปัสสาวะ (Urologist) ก็ได้
เมื่อไรจึงจะเจาะเลือดตรวจหาไขมันในเลือด
การตรวจหาระดับไขมันในเลือด
ประเทศอเมริกาแนะนำให้ประชาชนที่มีอายุมากกว่า 20 ปี ควรจะได้รับการตรวจหาระดับไขมันในเลือด และหากปกติแนะนำให้ตรวจทุก 5 ปี สำหรับในประเทศไทยได้แนะนำ การคัดกรองภาวะระดับไขมันเลือดดังนี้การตรวจไขมันให้อดอาหาร 9-12 ชั่วโมงการตรวจหาระดับไขมันในเลือดเราจะเลือดตรวจหาไขมันทั้งหมด 4 ชนิดด้วยกัน

การคัดกรองระดับไขมันในเลือดในประเทศไทย
แนวทางสำหรับประชาชนทั่วไป
  • อายุมากกว่า 35 ขวบและไม่มีปัจจัยเสี่ยงให้ตรวจระดับ cholesterol อย่างเดียว หากระดับ cholesterol มากกว่า 240 มก.%จึงตรวจหา triglyceride,HDL
  • อายุมากกว่า 45 ปีสำหรับผู้ชาย 55 ปีสำหรับผู้หญิงให้ตรวจหา cholesterol,triglyceride,HDL,LDL
สำหรับผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง
  • ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดแดงแข็งได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ประวัติสูบบุหรี่ ประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจขาดเลือด อัมพาต อัมพฤกษ์ หรือไขมันสูง
  • ผู้ที่มีโรคหลอดเลือดแดงแข็ง เช่น โรคหัวใจขาดเลือด อัมพาต อัมพฤกษ์
ในผู้ป่วยกลุ่มนี้ต้องเจาะเลือดตรวจหา cholesterol triglyceride,HDL,LDL
  • Total Cholesterol
  • Triglyceride
  • High density lipoprotein ไขมันที่ดี
  • Low density lipoprotein ไขมันที่ไม่ดี
การเจาะเลือดจะเจาะเลือด TC, TG, HDL-C, และ LDL-C,
การเจาะเลือดต้องงดอาหารหรือไม่
หากเจาะเลือดตรวจเฉพาะ Cholesterol ก็ไม่จำเป็นต้องงด หากต้องการตรวจ Triglyceride ก็ต้องงดอาหาร 12 ชั่วโมง
การเตรียมตัวก่อนเจาะเลือดหาไขมัน
  • ต้องอดอาหารก่อนตรวจเลือดไม่น้อยกว่า 12 ชั่วโมง ให้ดื่มน้ำเปล่าได้
  • ในระยะ 3 สัปดาห์ที่ผ่านมาให้รับประทานอาหารที่เคยรับประทานอยู่
  • ผู้ที่เจ็บป่วยหนักหรือได้รับการผ่าตัดควรตรวจวัดระดับไขมันในเลือดหลังจากหายป่วยแล้ว 3 เดือน สำหรับผู้ที่เจ็บเล็กน้อยสามารถตรวจวัดระดับไขมันในเลือดได้เมื่อหายจากเจ็บป่วย 3 สัปดาห์
  • ให้เจาะท่านั่ง เพราะการเจาะท่านอนจะต่ำกว่าท่านั่งเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของระดับพลาสม่า
  • ต้องระบุว่าจะใช้พลาสม่าหรือซีรั่มในการตรวจวัดระดับไขมัน ระดับไขมันในพลาสม่าจะต่ำกว่าในซีรั่มร้อยละ 4
  • สำหรับผู้ที่มีกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันควรตรวจภายใน 12 ชั่วโมงแรกหรือหลังจากเกิดอาการ 6 สัปดาห์

อาหารที่มีไขมันสูง
จะอาหารที่อุดมไปด้วยไขมันอิ่มตัว เมื่อรับประทานมากเกินไปจะทำให้ระดับไขมันในเลือดสูง ไขมันที่สูงจะเป็นความเสี่ยงของการเกิดหลอดเลือดแดงแข็ง อาหารที่มีไขมันสูงได้แก่
  • น้ำมันจากสัตว์ น้ำมันปามล์ กะทิ
  • เนย มาร์การิน เนยเทียม
  • หนังไก่
  • เครื่องใน เนื้อติดมัน
  • ของทอด

หากมีครับทั้งสามภาวะโอกาศที่จะเกิดหลอดเลือดแข็งจะสูง
อาหารสุขภาพจะต้องประกอบไปด้วยอาหาร 5 หมู่ได้คาร์โบไฮเดรต์ โปรตีน ไขมัน ผักผลไม้ และนม ไขมันเป็นอาหารที่ให้พลังงานมากที่สุดเมื่อเทียบกับน้ำหนักที่เท่ากัน ไขมันที่เรารับประทานมีอยุ่ 3 รูปแบบคือ
  • Triglyceride
  • Cholesterol
  • Phospholipid
ส่วนไขมันในอาหารประกอบไปด้วย
  • กรดไขมัน(Fatty acid)
กรดไขมันเป็นการเรียงตัวของธาตุคาร์บ่อน( Carbon ,C) โดยที่ปลายด้านหนึ่งเป็น methyl group อีกด้านหนึ่งเป็น carboxyl group ความยาวของCมีได้หลายตัวหากมีความยาวน้อยกว่า 6 เรียก Short chainsk หากมี C มากกว่า 12 เรียก long chain fatty acid กรดไขมันเป็นอาหารของกล้ามเนื้อ หัวใจ อวัยวะภายในร่างกาย กรดไขมันส่วนที่เหลือใช้จะถูกสะสมในรูป triglyceride(ใช้กรดไขมัน3ตัวรวมกับ glycerol) ซึ่งจะสะสมเป็นไขมันในร่างกาย
  • ไขมันอิ่มตัว Saturated fat
หมายถึงกรดไขมันที่มีธาตุ C ต่อกันด้วย single bond เท่านั้นการรับประทานอาหารไขมันชนิดอิ่มตัว จะทำให้ไขมันในเลือดสูง และเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดตีบ แหล่งอาหารของไขมันอิ่มตัวได้แก่ น้ำมันปาล์ม กะทิ เนย นม เนื้อแดง ช้อกโกแลต
  • ไขมันไม่อิ่มตัว เชิงเดี่ยว Monounsaturated
เป็นกรดไขมันที่มีธาตุ C ต่อกันด้วย Double bond เพียงหนึ่งตำแหน่ง นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า การรับประทานอาหารไขมันประเภทนี้ ทดแทนไขมันอิ่มตัวจะช่วยลดระดับ LDL Cholesterol ซึ่งเป็นไขมันที่ไม่ดีก่อให้เกิดโรคหลอดเลือดตีบ อาหารที่มีไขมัน Monounsaturatedได้แก่ avocados, nuts, and olive, peanut and canola oils
  • กรดไขมันไม่อิ่มชัวเชิงซ้อน Polyunsaturated
หมายถึงกรดไขมันที่มีธาตุ C ต่อกันด้วย Double bond อยู่หลายตำแหน่ง หากรับประทานแทนไขมันอิ่มตัวจะไม่เพิ่มระดับไขมันในร่างกาย อาหารที่มีไขมันชนิดนี้คือ น้ำมันพืชทั้งหลายเช่น น้ำมันข้าวโพด น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันถั่วเหลือง
  • essential fatty acids
เป็นกรดไขมันที่จำเป็นสำหรับร่างกาย แต่ร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ ต้องได้รับจากอาหารที่เรารับประทาน
Trans fatty acids ป็นไขมันที่เตรียมจากนำน้ำมันพืชเช่นน้ำมันข้าวโพด ไปทำให้ร้อน เพื่อทำให้น้ำมันมีอายุใช้งานได้นานขึ้น และทำให้น้ำมันข้นขึ้นจนเป็นของแข็ง การรับประทานน้ำมันชนิดนี้มากจะทำให้ไขมัน LDL ในเลือดเพิ่มขึ้นซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด
  • omega-3 fatty acids และ omega-6 fatty acids
เป็นกรดไขมันที่จำเป็นสำหรับร่างกาย แต่ร่างกายไม่สามารถผลิตเองต้องได้รับจากสารอาหาร omega-3 fatty acids จะมี Double bond ที่ตำแหน่ง C3 นับจากกลุ่ม Methyl group
omega-3 fatty acids จะพบมากในอาหารจำพวกปลาและน้ำมันพืช เช่น salmon, halibut, sardines, albacore, trout, herring, walnut, flaxseed oil, and canola oil
  • omega-6 fatty acids
เป็นกรดไขมันที่จำเป็นสำหรับร่างกาย แต่ร่างกายไม่สามารถผลิตเองต้องได้รับจากสารอาหารomega-6 fatty acids จะมี Double bond ที่ตำแหน่ง C6 นับจากกลุ่ม Methyl group
omega-6 fatty acids ะพบมากในอาหารจำพวกปลาและน้ำมันพืช corn, safflower, sunflower, soybean, and cottonseed oil

สวัสดีค่ะ เดือนก่อน หมอเคยเขียนเกี่ยวกับการคุมกำเนิดระยะยาว

ที่เหมาะสำหรับ สตรีขี้ลืม (ลืมทานยาคุมบ่อย ๆ จนตั้งครรภ์)

สตรีขี้เกียจ (ขี้เกียจไปโรงพยาบาลเพื่อฉีดยาคุมทุก 3 เดือน)

สตรีขี้กลัว (กลัวการผ่าตัด ไม่อยากทำหมัน)

สตรีที่มีข้อห้าม (ในการใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจน อย่างยาคุมกำเนิดฮอร์โมนรวม)

และบุรุษสตรีที่ชอบควบคุมสภาวะโลกร้อน โดยการ "ไม่ใช้ถุง" (ยาง) แต่ไม่ชอบควบคุมจำนวนประชากรโลกนะคะ

อีกหนึ่งวิธีคุมกำเนิด เวอร์ชั่นระยะยาวที่ว่า ได้แก่ การใส่ห่วงคุมกำเนิด และการฝังยาคุมค่ะ

ซึ่งทั้ง 2 วิธีนี้ เมื่อถอดห่วงคุมกำเนิด หรือถอดยาคุมกำเนิดที่ฝังออกแล้ว ก็สามารถกลับมาตั้งครรภ์ได้ตามปกติค่ะ

เดือนที่แล้ว หมอได้ลงรายละเอียดเรื่องการใส่ห่วงคุมกำเนิดแล้ว (ใครสนใจวิธีนี้ ลองย้อนกลับไปหาอ่านดูนะคะ)

ดังนั้นสัปดาห์นี้ หมอจะลงรายละเอียดเกี่ยวกับการฝังยาคุมกำเนิดกันค่ะ

การฝังยาคุมกำเนิด คือการฝังหลอดยาพลาสติก ขนาดเท่าก้านไม้ขีด เข้าไปใต้ผิวหนังของต้นแขนด้านใน

ฤกษ์งามยามดีในการฝังยาคุมกำเนิด ได้แก่ ในช่วงระหว่างที่มีประจำเดือน หรือไม่เกิน 5 วันแรกของรอบเดือน จะเป็นหลังคลอดบุตร แท้งบุตร หรือระหว่างให้นมบุตรก็ได้ค่ะ

ซึ่งหลอดยาคุมกำเนิดพลาสติกที่ว่านี้ จะค่อย ๆ ปล่อยฮอร์โมนโปรเจสโตเจนอย่างช้า ๆ


ซึ่งฮอร์โมนโปรเจสโตเจนจะไปยับยั้งการตกไข่ (ไข่ไม่ตกก็มาผสมกับสเปิร์มไม่ได้)

ฮอร์โมนจะทำให้มูกที่ปากมดลูก (ประตูทางเข้าสู่โพรงมดลูก)เหนียวข้น ทำให้สเปิร์มว่ายน้ำผ่านเข้าประตูเข้าไปหาไข่ได้ยาก

หรือถ้าเกิดเคราะห์ไม่ดี สเปิร์มที่ฝ่ามูกเข้าไปเจอกับไข่ได้ จนผสมเป็นตัวอ่อนขึ้นมา

ยาฮอร์โมนโปรเจสโตเจนยังมีฤทธิ์ ทำให้ผนังมดลูกบาง ไม่หนานุ่ม ซึ่งเป็นสภาพที่ไม่เหมาะสมต่อการฝังตัวของตัวอ่อน

การฝังยาคุม สามารถคุมกำเนิดได้ 3-5 ปี แล้วแต่ยี่ห้อยา

วิธีฝังยาคุมกำเนิด คุณหมอจะเป็นคนฝังยาให้ค่ะ โดยจะฉีดยาชาบริเวณที่จะฝังยาก่อน แล้วทำการฝังยาใต้ผิวหนัง แผลจะเล็กมาก ๆ ค่ะ

ส่วนถ้าจะเอาออก ก็ฉีดยาชา กรีดแผลเล็ก ๆ แล้วก็เอายาออก

ข้อดีของการฝังยาคุม คือฝังครั้งเดียวอยู่ได้หลายปี ไม่มีใครรู้ว่าคุณกำลังคุมกำเนิดอยู่ (ถ้าเขาไม่ปราดเข้ามาคว้าต้นแขนด้านในแล้วคลำอย่างตั้งใจ)

ไม่รบกวนชีวิตประจำวัน และกิจกรรมบนเตียง ถ้าอยากจะท้องก็เอายาฝังออกค่ะ

ส่วนผลข้างเคียงของการฝังยาคุมที่พบบ่อยคือ บางรายจะมีเลือดออกกะปริดกะปรอยได้ในช่วงแรกค่ะ บางรายจะมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้ค่ะ

อาการอื่นที่พบได้ ได้แก่ ปวดศีรษะ สิวขึ้น อารมณ์เปลี่ยนแปลง เจ็บตึงเต้านมค่ะ

สุดท้ายนี้ที่หมออยากจะฝากไว้ วิธีนี้คุมกำเนิดได้ดีก็จริง แต่ก็ไม่สามารถป้องกันโรคที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้นะคะ ดังนั้นถ้าคู่ของคุณดูเสี่ยง ไม่น่าไว้ใจ หรือปลอดภัยไว้ก่อน ก็อย่าลืมใส่ถุงยางอนามัยนะคะ สวัสดีค่ะ 

ที่มา ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
คอลัมน์ คุยกับหมอพิณ
พ.ญ.พิณนภางค์ ศรีพหล
email:doctorpin111@gmail.com

ขมิ้นชัน สรรพคุณและประโยชน์ของขมิ้น 55 ข้อ
ขมิ้นชันกับการลด cholesterol
มีการทดลองในหนูขาวพบว่าสาร curcumin จะเพิ่มระดับของcholesterol-7-alpha-hydroxylase ซึ่งเป็นเอนไซม์ซึ่งกำหนดอัตราการสร้างน้ำดี ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าcurcumin กระตุ้นการเปลี่ยน cholesterol เป็นน้ำดี ซึ่งเป็นกลไกหลักของการขับถ่าย cholesterol ออกจากร่างกาย
ได้มีการศึกษาซึ่งทำในอาสาสมัครปกติจำนวน 33 คน โดยให้สารสกัดขมิ้นชัน 1 กรัม วันละ 2 ครั้งแล้ววัดปริมาณ total cholesterol, triglyceride, high-density lipoprotein cholesterol (HDL-C)และ low-density lipoprotein cholesterol (LDL-C) ก่อนการทดลองและเมื่อวันที่ 15 และ 60 หลังจากที่ได้รับประทานสารสกัดขมิ้นชัน พบว่าอาสาสมัครทั้งหมดมีค่า total cholesterol ลดลง 9.6-12.5 % ค่า triglyceride ลดลง 16.2-34.3 % และ LDL-C ลดลง 3.5-17 % ภายใน 15 วัน ส่วนค่า HDL-C จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย (5.5-8.5 %)
การที่ขมิ้นชันสามารถลดไขมันในเลือดและลดการเกิด lipid peroxidation จะช่วยป้องกันโรคที่เกิดขึ้นกับหลอดเลือดหัวใจอุดกั้น (coronary heart disease) ได้ขมิ้นชันกับการป้องกันสารพิษในร่างกาย ในผู้ที่สูบบุหรี่ ขมิ้นชันจะช่วยลดอาการข้างเคียงลงได้บ้างมีการทดลองในคนที่สูบบุหรี่อย่างหนัก จำนวน 16 คน เมื่อได้รับ curcumin 1.5 กรัม / วัน เป็นเวลานาน 30 วัน จะช่วยลดการขับถ่ายทางปัสสาวะของสารก่อการ กลายพันธุ์ที่เกิดจากบุหรี่ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าร่างกายมีการจัดการกับสารที่อาจก่อให้เกิดการกลายพันธุ์ได้ดีขึ้น
มีผู้ศึกษาในหนูถึงผลของ curcumin ต่อตับที่ได้รับเอธิลแอลกอฮอล์ พบว่า curcumin จะลดการเพิ่มของเอนไซม์ aspartate transaminase และ alkaline phosphatase ซึ่งเกิดจากการได้รับเอธิลแอลกอฮอล์อย่างมีนัยสำคัญในหนูที่ได้รับเอธิลแอลกอฮอล์จะมีการเพิ่มระดับ cholesterol, phospholipidและกรดไขมันในซีรัม แต่หนูที่ได้รับ curcumin ร่วมด้วย ค่าดังกล่าวจะลดลงในผู้ป่วยมะเร็งและกำลังได้รับการบำบัดทางเคมี ขมิ้นชันจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษาและลดอาการข้างเคียงจากการใช้ยา ในหนูพบว่าการใช้สารสกัดขมิ้นชันร่วมกับยาที่ใช้รักษามะเร็งจะช่วยยืดอายุหนูได้

ขมิ้นชันกับการรักษาอาการอักเสบ 
ขมิ้นชันมีฤทธิ์ในการรักษาอาการอักเสบและทำให้แผลหายเร็วในการทดลองแบบ double-blind controlled ที่ทำในคนไข้ผ่าตัดกลุ่มหนึ่ง มีการเปรียบเทียบกับคนไข้กลุ่มที่ได้รับ curcumin (400 มิลลิกรัม) กลุ่มที่ได้รับยาหลอกและกลุ่มที่ได้รับ phenylbutazone (100 มิลลิกรัม) 3 ครั้งต่อวัน ติดต่อกัน 5 วัน หลังจากผ่าตัดพบว่า curcumin ให้ผลดีในการลดอาการอักเสบหลังผ่าตัดได้ดีเทียบเท่ากับ phenylbutazone ในผู้ป่วยที่เป็นไขข้ออักเสบรูมาตอยด์ จำนวน 49 คน เมื่อให้ curcumin 1.2 กรัม ต่อวัน เป็นเวลา 5 ถึง 6 สัปดาห์ พบว่าคนไข้มีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เช่น อาการข้อยึดในตอนเช้า (morning stiff-ness) จะลดลงซึ่งผลการรักษาเทียบเท่ากับกลุ่มที่ได้ phenylbutazone ขมิ้นชันกับฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อรา สารสกัดขมิ้นชันด้วยแอลกอฮอล์มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อราที่เป็นสาเหตุของโรคผิวหนังและสารสกัดด้วย chloroform ก็ได้ผลเช่นเดียวกัน ซึ่งมีผู้พบฤทธิ์ของผงขมิ้นชันและน้ำมันหอมระเหยในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราโดยเฉพาะเชื้อราที่เป็นสาเหตุของโรคกลาก Microsporum Trichophyton, Epidermophyton3
ขมิ้นชันกับการรักษาแผล (wound healing) 
มีรายงานถึงคุณสมบัติในการรักษาแผลของขมิ้นชัน เมื่อทาผงขมิ้นชันบนแผลติดเชื้อและแผลไม่ติดเชื้อในหนูขาวและในกระต่าย พบว่าขมิ้นชันจะเร่งการหายของแผลทั้ง 2 แบบให้เร็วขึ้น 23-24 % ซึ่งให้ผลดีพอ ๆ กับ scarlet red ในขณะที่ผง sulfanilamide สารละลาย copper sulfate (0.1 %) และสารละลายsilver nitrate (0.1 %) ให้ผลดีน้อยกว่า4
ขมิ้นชันกับการรักษาผู้ติดเชื้อ HIV ในผู้ติดเชื้อ HIV เซลล์ของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะถูกทำลายโดยไวรัส มีการทดลองซึ่งพบว่า curcumin สามารถยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ integrase ในเชื้อ HIV type I ดังนั้นจึงช่วยป้องกันไวรัสดังกล่าวเข้ามาอาศัยอยู่ในเซลล์ CD4 หรือ CD8 ซึ่งเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่สร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย11 มีการศึกษาในผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV 18 คน10 โดยให้ curcumin 2 กรัม/วัน เป็นเวลาประมาณ 20 สัปดาห์ พบว่ามีการเพิ่มของเซลล์ CD4 และ CD8 อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก ดังนั้น curcumin จึงมีประโยชน์ต่อผู้ติดเชื้อ HIV โดยอาจให้ร่วมกับยาฆ่าเชื้อHIV ตัวอื่นเพื่อลดความเป็นพิษของยานั้น ๆ
ความปลอดภัยของขมิ้นชัน
มีการศึกษาถึงความเป็นพิษของขมิ้นชันพบว่าเมื่อให้ผงขมิ้นชันแก่หนูถีบจักรทางปากขนาด 10 กรัม/น้ำหนักตัวหนู 1 กิโลกรัม ไม่พบอาการผิดปกติใด ๆ ผลการทดสอบพิษเรื้อรังของผงขมิ้นชันในหนูขาวโดยมีกลุ่มควบคุมและกลุ่มที่ได้รับผงขมิ้นชันขนาด 0.03, 2.5 และ 5.0 กรัม/กิโลกรัม/วัน เป็นเวลานาน 6 เดือน ไม่พบว่ามีความผิดปกติในระบบใด ๆ ของสัตว์ทดลองนอกจากพบว่าหนูเพศผู้กลุ่มที่ได้รับขมิ้นชัน 2.5 และ 5.0 กรัม/กิโลกรัม/วัน กินอาหารได้น้อยกว่ากลุ่มควบคุม 8 และ 12 % ตามลำดับ การเกิดปฏิกิริยากับยาอื่น
เมื่อใช้ขมิ้นชันในขนาดสูง ๆ มีข้อควรพิจารณาดังนี้
  • ขมิ้นชันอาจเพิ่มฤทธิ์ต่อเกล็ดเลือดของยาประเภทต้านการแข็งตัวของเกล็ดเลือด (anticoagulant) และยาแก้ปวดประเภทที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ร่วมกัน
  • ขมิ้นชันอาจลดฤทธิ์ของยาประเภทกดภูมิคุ้มกัน (immunosuppressant) ดังนั้นจึงควรระวัง ถ้าต้องใช้ร่วมกัน
ข้อควรระวัง ควรหลีกเลี่ยงการใช้ในหญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรเพราะยังไม่มีข้อมูลการใช้ในคนกลุ่มนี้ ขมิ้นชันถูกห้ามใช้ในผู้ป่วยที่มีอาการเลือดไหล และการอุดตันของท่อน้ำดี และต้องระวังถ้าใช้ในผู้ป่วยที่มีแผลในกระเพาะอาหารหรือลำไส้ จากรายงานทั้งหมดข้างต้นจะเห็นว่าขมิ้นชันมีประโยชน์ต่าง ๆ มากมาย ขมิ้นชันในขนาดที่ใช้ตาม
บัญชียาหลักแห่งชาติ (2-4 แคปซูล วันละ 4 เวลา หลังอาหารและก่อนนอน) นอกจากแก้ท้องอืดท้องเฟ้อแล้ว ยังมีผลดีต่อร่างกาย โดยเฉพาะเป็น antioxidant สำหรับการใช้ curcuminoid ซึ่งเป็นสารสกัดเข้มข้นของขมิ้นชัน เนื่องจากมีขนาดการใช้ที่แตกต่างกันสำหรับการรักษาอาการต่าง ๆ ควรมีความระมัดระวังในการใช้ โดยเฉพาะในขนาดสูง ๆ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ ขณะนี้สถาบันวิจัยและพัฒนา องค์การเภสัชกรรม ได้ทดลองสกัด curcuminoid และอยู่ในระหว่างการทดลองใช้ทางคลินิกในผู้ป่วยที่เป็นโรคธาลัสซีเมียประเภท b-thalassemia/Hb E disease โดยคณะผู้วิจัยที่ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
เอกสารอ้างอิง
6. Srinivasan K. and Sambaiah K. The effect of spices on cholesterol 7 alpha-
hydroxylase activity and on serum and hepatic cholesterol levels in rat. Int. J.
Vitam. Nutr. Res. 1991; 61(4): 364-9.
7. Deshpande U.R., et al. Effect of turmeric extract on lipid profile in human
subjects. Medical Science Research. 1997; 25(10): 695-698.
8. Polase K., et al. Effect of turmeric on urinary mutagens in smokers.
Mutagenesis. 1992; 7(2): 107-9.
9. Rajakrishnan V., et al. Protective role of curcumin in ethanol toxicity. Phy-
totherapy Research. 1998; 12(1): 55-56.
10. Muhammed M., et al. Turmeric and the Healing Curcuminoids. Connec-
ticut: Keats Publishing, Inc, 1996; 22-23, 28-31.
11. Mazumder A., et al. Curcumin analogs with attered potencies against HIV-1
integrase as probes for biochemical mechanisms of drug action. J. Med. Chem.
1997; 40(1): 3057-63.
12. Sitlisomwong N., et al. Acute and subchronic toxicity of turmeric. Bull. Dept.
Med. Sci. 1990; 32 (3): 101-111.
โรคเบาหวาน
เบาหวาน คือภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ เนื่องมาจากร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลในเลือดไปใช้ได้ตามปกติ ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของต่อมไร้ท่อที่ตับอ่อนปล่อยฮอร์โมนที่เรียกว่า “อินซูลิน” ออกมาไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย
โรคเบาหวาน เป็นโรคที่เรื้อรัง สามารถรักษาได้แต่ไม่หายขาด ทั้งนี้เกิดจากสาเหตุหลายๆอย่างทั้งจากกรรมพันธุ์ และอาหารการกิน
สาเหตุของโรค คือ ตับอ่อนเสื่อม จึงสร้างอินซูลินได้น้อยหรือไม่ได้เลย สารอินซูลินเป็นฮอร์โมนที่ทำหน้าที่ช่วยให้ร่างกายเปลี่ยนน้ำตาลให้กลายเป็นพลังงาน เมื่ออินซูลินในร่างกายไม่พอ น้ำตาลก็ไม่ถูกนำไปใช้ จนทำให้เกิดการคั่งของน้ำตาลในเลือดและอวัยวะต่างๆ และถูกไตขับออกมาทางปัสสาวะ
ในการแพทย์ปัจจุบัน ผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานต้องใช้ยาควบคุมน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในภาวะปกติไปตลอดชีวิต ถ้าหยุดใช้ยาควบคุมเมื่อไหร่ น้ำตาลก็จะสูงขึ้นและถ้าสูงจนอยู่ในภาวะวิกฤติ อาจทำให้ถึงแก่กรรมได้
เราสามารถแบ่งชนิดของโรคเบาหวานได้เป็น 2 ชนิด คือ
  • เบาหวานชนิดพึ่งอินซูลิน
เป็นชนิดที่พบได้น้อยแต่มีความรุนแรงและอันตรายค่อนข้างสูง มักพบในเด็กและคนที่อายุต่ำกว่า 25ปี โดยตับอ่อนของผู้ป่วยกลุ่มนี้จะไม่สามารถผลิตสารอินซูลินได้เลย หรืออาจจะผลิตได้น้อยมาก จึงจำเป็นจะต้องพึ่งพาการฉีดอินซูลินเข้าทดแทนในร่างกาย
  • เบาหวานชนิดที่ไม่พึ่งอินซูลิน
เป็นเบาหวานที่พบได้บ่อยในคนที่อายุมากกว่า 40 ปี มักจะมีความรุนแรงน้อย โดยตับอ่อนของผู้ป่วยยังสามารถที่จะผลิตอินซูลินได้บ้าง แต่ยังไม่เพียงพอที่จะเผาผลาญน้ำตาล
เหตุผลที่เราจะต้องควบคุมเบาหวานก็เพราะถ้าไม่ควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในระดับปกติ เบาหวานจะทำให้เกิดผลข้างเคียงกับอวัยวะสำคัญได้ เช่น การติดเชื้อที่ดวงตา หรือที่ไต หรือการส่งผลทำให้เกิดโรคเกี่ยวกับระบบหัวใจและความดันโลหิตตามมา
หลักการควบคุมโรคเบาหวาน
  • การรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับปกติ โดยการปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร ลดอาหารประเภทแป้ง-น้ำตาล-ไขมัน ควรรับประทานผักและผลไม้เพิ่มขึ้น ยกเว้นผลไม้ที่มีรสหวานควรหลีกเลี่ยง
  • ป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดจากโรคเบาหวาน
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  • ดูแลรักษาความสะอาดของร่างกาย ระมัดระวังไม่ให้ร่างกายเกิดแผล เพราะจะทำให้แผลหายช้า
อาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน
  • อาหารที่ควรงดได้แก่ อาหารน้ำตาลทุกชนิด เช่น ขนมหวาน ของหวาน ของเชื่อม ผลไม้กระป๋อง น้ำหวาน น้ำอัดลม น้ำผลไม้ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด
  • ผลไม้กินได้ในปริมาณจำกัด เนื่องจากมีน้ำตาล แต่ให้หลีกเลี่ยงผลไม้ที่หวานจัด เช่นทุเรียน น้อยหน่า ละมุด อย่างไรก็ตามผู้ป่วยเบาหวานไม่ควรงดผลไม้ เนื่องจากผลไม้มีวิตามิน และใยอาหารสูง
  • อาหารที่ควรกินให้มากคือผักใบเขียวทุกชนิด ซึ่งให้พลังงานต่ำ มีใยอาหารสูง แต่มีข้อควรระวังคือ อันตรายจากยาปราบศัตรูพืชที่อาจตกค้างอยู่ ควรล้างให้สะอาดก่อนทุกครั้ง

Diabetes2
สมุนไพรรักษาโรคเบาหวาน ลดน้ำตาลในเลือด ได้แก่
  • ไหมข้าวโพด
  • ใบสักทอง
  • เห็ดหลินจือ
  • ไมยราบ
  • มะระขี้นก
  • บอระเพ็ด
  • ปัญจขันธ์
  • อินทนิลน้ำ
สมุนไพรเหล่านี้สามารถบำบัดและรักษาโรคเบาหวานได้ แต่ผู้ป่วยเบาหวานควรควบคุมเรื่องอาหารและน้ำตาลในเลือดให้ดีเพื่อยับยั้งโรคเบาหวานด้วย
สมุนไพร ได้เข้ามามีบทบาทในการรักษาและควบคุมความรุนแรงของโรคที่มีผลต่อสุขภาพชีวิตของคนไทยได้หลายๆโรค เบาหวานก็เป็นอีกโรคหนึ่งที่สามารถใช้สมุนไพรในการควบคุมความรุนแรงของโรคได้
  • เตยหอม(ทั้งใบและราก) กับ ใบของต้นสักทอง
เตยหอมเอาทั้งใบและราก ล้างให้สะอาด ตัดส่วนของใบสักทองและใบเตยหอมอย่างละเท่าๆ กันเอามาคั่วให้เหลือง ส่วนรากเตยหอมไม่ต้องคั่ว แต่เอามาทุบให้แตก แล้วใส่ทั้ง 3 อย่างลงในหม้อต้ม ใช้น้ำยารับประทานแทนต่างน้ำทุกวัน ประมาณ ๑ เดือน อาการก็จะดีขึ้น (หรือจะทำเป็นชาดื่มก็ได้)
  • เห็ดหลินจือ รักษาเบาหวาน ลดน้ำตาลในเลือด
เห็ดหลินจือเป็นสมุนไพรที่นักวิทยาศาสตร์พบว่ามีสารสำคัญทางยาที่ลดน้ำตาลในเลือดได้คือสาร ที่อยู่ในกลุ่มของ โพลีแซ็กคาไรด์ ได้แก่ กาโนเดอแรน เอ บี และ ซี (Ganoderans A,B,C,) ช่วยลดน้ำตาลในกระแสเลือด ทำให้มีการเพิ่มขึ้นของสารอินซูลินซึ่งเป็นสารที่ทำหน้าที่เปลี่ยนน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงานให้แก่ร่างกาย ปัจจุบันได้มีการจดสิทธิบัตรสารสำคัญในเห็ดหลินจือ คือกาโนเดอแรน เอ บี และ ซี (Ganoderans A,B,C,) ทำเป็นยารักษาผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีข้อบ่งชี้ใช้ลดน้ำตาลในเลือด
  • ใบอินทนินน้ำ
๒ - ๓ กำมือ นำมาล้างน้ำให้สะอาด ใส่หม้อเติมน้ำ ต้มให้สุก ทิ้งไว้ให้เย็นลง แล้วใช้น้ำยารับประทาน
  • ต้นไมยราบ กับ ต้นครอบจักรวาลหรือต้นฟันจักรสี
อย่างละเท่ากัน นำมาหั่นตากแดดให้แห้ง คั่วไฟให้เหลือง ชงกับน้ำร้อนเป็นน้ำชาดื่ม
  • มะระขี้นก
มะระขี้นกเป็นผักพื้นบ้านที่มีคุณประโยชน์แก่ร่างกายสูง ทั้งด้านคุณค่าทางอาหาร คือ พลังงาน คาร์โบไฮเดรต โปรตีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก เส้นใย วิตามิน A, B1, B2, C ไนอาซีน และไทอามีน นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ทางยา คือ ลดน้ำตาลในเลือด (แก้โรคเบาหวาน) รักษาโรคเอดส์ และต้านเชื้อ HIV ต้านมะเร็ง ใช้เป็นยาถ่าย แก้ไข้ แก้ร้อนในกระหายน้ำ มีรสขมช่วยให้เจริญอาหาร มีสาร charantin ช่วยลดน้ำตาลในเลือดสามารถบำบัดโรคเบาหวานได้ และ มะระยังมีแคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินซี ไนอาซีน และเบต้าแคโรทีน อยู่ในระดับสูง ผลอ่อนของมะระขี้นกให้วิตามินซี และเบต้าแคโรทีนสูง
มะระขี้นกลดน้ำตาลในเลือด รักษาโรคเบาหวาน ในการรับประทานมะระขี้นก ให้หั่นเนื้อมะระตากแห้งชงน้ำดื่ม ถ้าต้องการกลบรสขมให้เติมใบชาลงไปด้วยขณะที่ชง ดื่มต่างน้ำชา นอกจากนี้น้ำต้มผลมะระ สามารถลดการเกิด ต้อกระจก ซึ่งเป็นอาการข้างเคียงในคนที่เป็นโรคเบาหวานได้
สิ่งที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษคือ การรับประทานเมล็ดซึ่งมีสารกลุ่มไพริมิดีนนิวคลีโอไซด์ที่ชื่อว่า ไวซิน (Vicine) อาจจะทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ เป็นไข้ ปวดท้อง และอาการโคม่าได้ ดังนั้น พึงระลึกว่าเมล็ดของมะระขี้นกอาจมีพิษ หากจะนำผลมะระขี้นกมาทำยารับประทานต้องแกะเมล็ดออกเสมอ (แสงไทย, 2544)
  • อบเชย
อบเชย มีสารที่สำคัญคือ เมธิลไฮดรอกซี่ ซาลโคน โพลิเมอร์ (Methylhydroxy Chalcone Polymer หรือ MHCP) ซึ่งเป็นเป็นสารที่มีคุณสมบัติและความสามารถในการทำงานคล้ายกับฮอร์โมนอินซูลิน คือช่วยเพิ่มความสามารถในกรสันดาปกลูโคสให้ได้มากขึ้น จึงมีผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงและจะไม่ทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูงได้ถ้ามีการรับประทาน "อบเชย""อย่างต่อเนื่องเป็นประจำ การใช้อบเชยควบคุระดับน้ำตาลในเลือดนั้น จะมีความปลอดภัยมากว่าการใช้ยาลดระดับน้ำตาลในเลือด เพราะสามารถรับประทานได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่เกิดผลข้างเคียงกับร่างกายแต่อย่างใด โดยภายใน1 วันควรรับประทาน"อบเชย"อย่างน้อย 1 กรัม และให้รับประทานอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ให้ผู้ป่วยทำการตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดผู้ป่วยควบคู่ไปด้วย
(จาก วารสารยา สมาคมผู้ผลิตยาสมุนไพร ฉบับที่ 12 พฤศจิกายน-ธันวาคม 2549 )
  • บอระเพ็ด
บอระเพ็ด มีสาร N-trans-feruloyth-ramine, N-cis-feruloyltyramine, tinotuberide, phytosterol และ Picroretin สรรพคุณทางยาของบอระเพ็ดคือระงับความร้อนได้ดี สามารถแก้อาการเป็นไข้ ช่วยลดคลอเลสเตอรอล ลดน้ำตาลในเลือด ลดกรดยูริค ช่วยปรับสมดุลระบบย่อยอาหารและยังช่วยให้เจริญอาหาร ป้องกันโรคหัวใจ ช่วยให้กล้ามเนื้อหัวใจบีบตัวได้ดีขึ้น การต้านอนุมูลอิสระ
รศ.ดร.งามผ่อง คงคาทิพย์ หัวหน้าโครงการสมุนไพร หน่วยปฏิบัติการผลิตภัณฑ์ธรรมชาติและเคมีอินทรีย์สังเคราะห์ ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยว่า โครงการวิจัยค้นหาคุณสมบัติของสารสกัดสมุนไพรบอระเพ็ด (Tinospora crispa) มีความคืบหน้าอย่างมาก ขณะนี้สามารถระบุชนิดของสารสำคัญในบอระเพ็ดที่ออกฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดได้แล้ว และทดสอบไม่พบความเป็นพิษเฉียบพลัน ขณะนี้อยู่ระหว่างทดสอบความเป็นพิษเรื้อรังในหนูทดลอง
"เมื่อผลทดสอบไม่พบพิษเฉียบพลัน หมายความว่าเราสามารถรับบริโภคสดได้ ส่วนพิษเรื้อรังนั้นได้ทดสอบมาแล้ว 4 เดือน เหลืออีกประมาณ 2 เดือน จึงจะสรุปผลได้ว่า การบริโภคบอระเพ็ดต่อเนื่องทุกวันจะก่ออันตรายต่อตับและไตหรือไม่ นอกจากนี้ เรายังพบอีกว่าบอระเพ็ดจากสุพรรณบุรี พิจิตร ศรีสะเกษ มีคุณสมบัติรักษาเบาหวานดีกว่าบอระเพ็ดจากสระแก้ว" รศ.ดร.งามผ่อง กล่าว
สาเหตุที่เลือกวิจัยบอระเพ็ด เนื่องจากเป็นสมุนไพรที่ระบุอยู่ในตำรับยาไทยมากสุด โดยมีสรรพคุณที่ชัดเจน 4 ด้าน คือ บำรุงหัวใจ ลดไข้ เจริญอาหารและลดน้ำตาลในเลือด
รศ.ดร.งามผ่อง กล่าว "ลำต้นแก่จะมีสารกลุ่มอัลคาลอยด์มากกว่าลำต้นอ่อน ซึ่งช่วยเพิ่มแรงบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจห้องบนขวาและซ้ายได้ดี ขณะเดียวกันไม่เพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ จากปกติยารักษาโรคหัวใจจะเพิ่มทั้งแรงบีบตัวกล้ามเนื้อหัวใจและอัตราการเต้นของหัวใจด้วย ดังนั้น ถ้าได้ยาที่ไม่เพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจจะเป็นยาที่ดีกว่ายารักษาโรคหัวใจที่มีอยู่ปัจจุบัน จึงคาดหวังว่า 2 โครงการวิจัยข้างต้นน่าจะพัฒนาเป็น "ยาเสริม" สำหรับคนไข้เบาหวานและโรคหัวใจ"
คำแนะนำ 
ในการบริโภคบอระเพ็ดให้บริโภคคู่กับลูกใต้ใบ เพื่อลดพิษในตับ ลูกใต้ใบ มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาว่า มีฤทธิ์ต้านเชื้อไวรัส ลดไข้ ช่วยยับยั้งความเป็นพิษต่อตับ ขับปัสสาวะ

งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์

สาระน่ารู้อื่นๆ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.

Popular Posts